ทำไมศาสนาอิสลาม นิกาย "ซุนนี-ชีอะห์" ถึงไม่ค่อยลงรอยกัน?

ทำไมศาสนาอิสลาม นิกาย "ซุนนี-ชีอะห์" ถึงไม่ค่อยลงรอยกัน?

ทำไมศาสนาอิสลาม นิกาย "ซุนนี-ชีอะห์" ถึงไม่ค่อยลงรอยกัน?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไมอิสลามถึงแยกเป็น “ซุนนี–ชีอะห์” และเหตุใดสองนิกายจึงไม่ลงรอยกัน?

โลกมุสลิมในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองนิกายหลักคือ ซุนนี และ ชีอะห์ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายมักถูกกล่าวถึงในข่าวและประวัติศาสตร์อยู่เสมอ ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน ไปจนถึงการแข่งขันทางอิทธิพลของประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นผู้นำโลกซุนนี และ อิหร่าน ที่เป็นศูนย์กลางของโลกชีอะห์ อย่างไรก็ตาม ต้นตอของความแตกต่างนี้ไม่ได้เริ่มจากความเชื่อทางศาสนาโดยตรง แต่เริ่มต้นจากข้อถกเถียงทางการเมืองหลังยุคของศาสดา

จุดเริ่มต้นของการแบ่งนิกายนั้นเกิดขึ้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของ ศาสดามุฮัมหมัด ในปีค.ศ. 632 การจากไปของผู้นำสูงสุดทำให้โลกมุสลิมต้องเผชิญกับภาวะคล้ายสุญญากาศทางอำนาจ เพราะตลอดช่วงชีวิตของศาสดา ท่านทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้นำศาสนา ผู้นำทางการเมือง และผู้นำทางทหารในเวลาเดียวกัน

oardefault

เมื่อศาสดาจากไป ปัญหาใหญ่จึงเกิดขึ้นทันทีว่า ใครควรเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำของประชาคมมุสลิม? หรือที่เรียกว่า “คอลีฟะฮ์” ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเพราะศาสดามุฮัมหมัดไม่มีบุตรชาย และไม่ได้ประกาศแต่งตั้งผู้สืบทอดอย่างชัดเจนเอาไว้ก่อน

ชาวมุสลิมในเวลานั้นจึงมีความเห็นแตกต่างกัน บางกลุ่มเสนอว่าผู้นำคนใหม่ควรมาจากชาวเมืองมะดีนะฮ์ที่ให้การช่วยเหลือศาสดาในช่วงอพยพ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าผู้ที่ร่วมเดินทางและต่อสู้เคียงข้างศาสดาควรมีสิทธิ์มากกว่า โดยเสียงส่วนใหญ่เริ่มเอนเอียงไปในแนวคิดที่ว่า ผู้นำควรถูกเลือกจากผู้ที่มีความเหมาะสมและได้รับการยอมรับจากชุมชน ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติสายเลือดของศาสดา

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มหนึ่งที่ยืนยันว่าผู้เหมาะสมที่สุดคือ อะลี อิบน์ อบีฏอลิบ ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของศาสดา เพราะอะลีแต่งงานกับ ฟาติมะฮ์ บุตรสาวของศาสดา อีกทั้งยังเป็นผู้ศรัทธาในอิสลามตั้งแต่ช่วงแรก และเคยเสี่ยงชีวิตช่วยศาสดาหลบหนีจากศัตรูด้วยการนอนแทนบนเตียงของท่าน

แม้จะมีผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่ง แต่สุดท้ายที่ประชุมผู้นำมุสลิมได้เลือก อะบูบักร์ เพื่อนสนิทและพ่อตาของศาสดาให้เป็นคอลีฟะฮ์คนแรก การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้กลุ่มที่สนับสนุนอะลีไม่พอใจ แม้ในระยะแรกความขัดแย้งจะยังไม่ปรากฏชัด

kk

ตลอดสมัยของคอลีฟะฮ์คนต่อมาอย่าง อุมัร อิบนุค็อฏฏอบ ความแตกต่างยังไม่รุนแรงนัก แต่เมื่อถึงยุคของคอลีฟะฮ์คนที่สามคือ อุษมาน อิบนุอัฟฟาน ความตึงเครียดเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้อะลีขึ้นเป็นผู้นำแทน

กลุ่มผู้สนับสนุนอะลีในเวลาต่อมาถูกเรียกว่า “ชีอะห์” ซึ่งมาจากคำว่า “ชีอะห์ตุอะลี” หมายถึง “พรรคพวกของอะลี” ส่วนกลุ่มที่ยึดถือแนวทางของชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่ และยอมรับคอลีฟะฮ์จากการเลือกของประชาคม กลายเป็นนิกาย “ซุนนี” ซึ่งมาจากคำว่า “ซุนนะฮ์” หมายถึงแนวปฏิบัติหรือแบบอย่างของศาสดา

สำหรับชาวชีอะห์ พวกเขาเชื่อว่าอะลีคือผู้ที่ศาสดามุฮัมหมัดไว้วางใจที่สุด และควรเป็นผู้นำของโลกมุสลิมตั้งแต่แรก แม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของนิกายชีอะห์

ต่อมาอะลีได้ขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์คนที่สี่ของโลกมุสลิม แต่การปกครองของท่านต้องเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะกับผู้ปกครองซีเรียที่มีอำนาจอย่าง มุอาวียะฮ์ จนเกิดสงครามภายใน และท้ายที่สุดอะลีถูกลอบสังหารในปีค.ศ. 661

หลังการเสียชีวิตของอะลี รูปแบบการปกครองของโลกอิสลามก็เปลี่ยนจากระบบเลือกผู้นำ มาเป็นการปกครองแบบราชวงศ์ โดยราชวงศ์อุมัยยะห์ขึ้นครองอำนาจ ขณะที่ฝ่ายชีอะห์ยังคงเชื่อว่าผู้นำที่แท้จริงควรมาจากสายเลือดของศาสดาผ่านทางลูกหลานของอะลี

cc

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในปีค.ศ. 680 เมื่อ อิหม่ามฮุสเซน หลานของศาสดามุฮัมหมัด ถูกสังหารพร้อมครอบครัวในการรบที่ ยุทธการคาร์บาลา เหตุการณ์นี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของชาวชีอะห์ และยังคงถูกระลึกถึงมาจนถึงปัจจุบัน

หลังจากนั้น ชาวชีอะห์จำนวนมากถูกกดดันและปราบปรามจากผู้ปกครองฝ่ายซุนนี ทำให้พวกเขากลายเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกมุสลิม แม้จะสูญเสียอำนาจทางการเมือง แต่ชาวชีอะห์ยังคงรักษาประเพณีและความเชื่อเรื่องผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือ “อิหม่าม” สืบต่อกันมา

ตามความเชื่อของชีอะห์ ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณมีทั้งหมด 12 คน และอิหม่ามองค์สุดท้ายคือ มุฮัมหมัด อัลมะห์ดี ซึ่งเชื่อกันว่าได้หายสาบสูญไป และวันหนึ่งจะกลับมาปรากฏตัวเพื่อฟื้นฟูความยุติธรรมให้โลก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์และการเมือง แต่ทั้งสองนิกายยังคงอยู่ภายใต้ศาสนาอิสลามเดียวกัน นักปราชญ์ซุนนีส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าชาวชีอะห์เป็นคนนอกศาสนา ความแตกต่างจึงเป็นผลจากการตีความประวัติศาสตร์และการเมืองมากกว่าความเชื่อพื้นฐานของศาสนาเอง

ดังนั้น ต้นเหตุของความไม่ลงรอยระหว่างซุนนีกับชีอะห์จึงเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ หลังการเสียชีวิตของศาสดามุฮัมหมัดว่า “ใครควรเป็นผู้นำต่อไป?” แต่คำถามนั้นได้พัฒนาเป็นความแตกต่างทางอำนาจ การเมือง และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ยืดเยื้อมาจนถึงโลกปัจจุบัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล