อย่าชะล่าใจ "มองเห็นภาพซ้อน" อาจไม่ใช่แค่ปัญหาสายตา หมอเตือนเป็นภาวะฉุกเฉิน

อย่าชะล่าใจ "มองเห็นภาพซ้อน" อาจไม่ใช่แค่ปัญหาสายตา หรือความเหนื่อยล้าทั่วไป แต่อาจเป็นภาวะฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต
อาการเห็นภาพซ้อน (Double Vision) มักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงผลมาจากความเหนื่อยล้าหรือความเครียดจากการทำงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจักษุได้ออกมาเตือนว่า อาการนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอย่างโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
ข้อมูลจาก บริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ระบุว่า อาการเห็นภาพซ้อน หรือในทางการแพทย์เรียกว่า "Diplopia" คือภาวะที่มองเห็นวัตถุชิ้นเดียวเป็นสองภาพ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับดวงตาเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แม้อาการนี้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสัญญาณของเนื้องอกในสมอง แต่ นายแพทย์นดีม อาลี (Dr. Nadeem Ali) ศัลยกรรมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตาเขและภาพซ้อนจาก London Squint Clinic เปิดเผยว่าอาการนี้เกี่ยวพันกับโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
นายแพทย์อาลีเน้นย้ำว่า หากเกิดอาการเห็นภาพซ้อนขึ้นอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน ถือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการตรวจเช็กอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะหากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย:
- ใบหน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว (Facial Drooping)
- แขนขาอ่อนแรง
- พูดไม่ชัด
- เดินเซหรือทรงตัวลำบาก
- เวียนศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและฉับพลัน
“อาการเห็นภาพซ้อนที่มีอาการปวดร่วมด้วย โดยเฉพาะถ้ามาพร้อมกับอาการปวดศีรษะที่รุนแรงและไม่เคยเป็นมาก่อน อาจบ่งบอกถึงการอักเสบเฉียบพลัน การติดเชื้อ หรือภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรนอนรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน” นายแพทย์อาลีกล่าวเสริม

ความเชื่อมโยงระหว่าง "ดวงตา" และ "สมอง"
อาการเห็นภาพซ้อนอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischaemic Attack - TIA) หรือที่เรียกกันว่า "Mini Stroke" ซึ่งเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองหยุดชะงักชั่วคราว แม้อาการจะคงอยู่เพียงไม่กี่นาทีและหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง แต่ TIA มักเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองเต็มรูปแบบในอนาคต
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สถาบันคนตาบอดแห่งชาติอังกฤษ (RNIB) ระบุว่า ปัญหาด้านการมองเห็นเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทและส่วนประกอบของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลภาพ ทำให้ผู้ป่วยอาจสูญเสียลานสายตา มีปัญหาการเคลื่อนไหวของดวงตา หรือมีอาการเห็นภาพหลอนร่วมด้วย
สาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดภาพซ้อน
แม้ว่าภาพซ้อนจะไม่ใช่โรคหลอดเลือดสมองเสมอไป แต่อาจเกิดจากปัจจัยทางสุขภาพอื่นๆ ที่ต้องการการรักษาเช่นกัน ได้แก่:
- โรคเบาหวาน (ส่งผลต่อเส้นประสาทส่วนปลาย)
- โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
- ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
- เนื้องอกในสมอง (Glioblastoma) ซึ่งทำให้เกิดแรงดันในสมองสูง
- อาการตาล้าจากการทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน
นายแพทย์อาลีทิ้งท้ายว่า เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตามีต้นกำเนิดมาจากสมอง หากเส้นประสาทเส้นใดเส้นหนึ่งทำงานผิดปกติ เราต้องหาสาเหตุให้ได้ การสรุปเอาเองว่าเกิดจากอาการเหนื่อยล้าหรือใช้สายตามากเกินไปนั้นอันตรายเกินไป หากมองเห็นภาพซ้อนฉับพลันควรรีบขอคำปรึกษาจากแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี