คนในยุคโบราณตื่นนอนกี่โมง? เปิดวิธีดูเวลา ก่อนโลกจะมีนาฬิกา ไม่ใช่แค่รอไก่ขัน!

คนในยุคโบราณตื่นนอนกี่โมง แล้วรู้เวลาได้อย่างไร ก่อนมีนาฬิกา?
ทุกวันนี้เรามีนาฬิกาปลุก โทรศัพท์ และสมาร์ตวอทช์คอยบอกเวลาแทบทุกนาที แต่คำถามชวนสงสัยคือ คนในยุคโบราณตื่นนอนกี่โมง แล้วคนในยุคโบราณรู้เวลาได้อย่างไร ในวันที่ยังไม่มีนาฬิกาแบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คำตอบคือพวกเขาไม่ได้ใช้ “เวลาเป๊ะ” แบบโลกสมัยใหม่ แต่ใช้ธรรมชาติ ท้องฟ้า และสัญญาณสาธารณะเป็นตัวกำหนดจังหวะชีวิตแทน
สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ในโลกโบราณและโลกก่อนอุตสาหกรรม ผู้คนไม่ได้มีเวลามาตรฐานแบบ 7.00 น. หรือ 8.30 น. เหมือนปัจจุบัน ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่จึงผูกอยู่กับ ฟ้าสาง พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก รวมถึงเสียงระฆังหรือกิจกรรมร่วมของชุมชนมากกว่าตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกา
คนในยุคโบราณตื่นนอน “กี่โมง” กันแน่
หากตอบแบบสั้นที่สุด คำตอบคือ ไม่มีชั่วโมงตายตัว เพราะเวลาตื่นของคนในยุคโบราณขึ้นอยู่กับฤดูกาล ภูมิอากาศ อาชีพ และพื้นที่ที่อาศัยอยู่ แต่โดยทั่วไป นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่า คนจำนวนมากมักเริ่มวันใหม่ในช่วง ฟ้าสางหรือใกล้พระอาทิตย์ขึ้น โดยเฉพาะสังคมเกษตรที่ต้องอาศัยแสงธรรมชาติในการทำงาน
หลักฐานเกี่ยวกับชีวิตในยุคกลางของยุโรประบุว่า วันทำงานของคนทั่วไปมักเริ่มพร้อมแสงเช้าและจบลงเมื่อแสงหมดลง ขณะที่บางเมืองใช้เสียงระฆังเป็นตัวส่งสัญญาณเริ่มงาน พักกินอาหาร และยุติงานในแต่ละวัน จึงพูดได้ว่า คนสมัยก่อนมักไม่ได้ “ตื่น 6 โมงเช้า” แบบเป๊ะ ๆ แต่จะตื่นตามจังหวะธรรมชาติและสัญญาณของชุมชนเป็นหลัก
ก่อนมีนาฬิกา คนโบราณรู้เวลาได้อย่างไร
วิธีพื้นฐานที่สุดคือการดู ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ เพราะเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ เงาของเสา ต้นไม้ หรือสิ่งปลูกสร้างก็จะเปลี่ยนทิศและความยาวตามไปด้วย มนุษย์จึงเรียนรู้ที่จะประเมินว่า ตอนนี้เป็นเช้า สาย เที่ยง หรือเย็น จากท้องฟ้าและเงาที่เห็นในชีวิตประจำวัน
จากการสังเกตธรรมชาติแบบนี้ ต่อมาจึงเกิดเครื่องมือที่เรียกว่า นาฬิกาแดด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์บอกเวลายุคแรกของโลก สารานุกรม Britannica อธิบายว่า เครื่องมือประเภท gnomon หรือเสาตั้งดูเงามีมาตั้งแต่ราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล และนาฬิกาแดดแบบที่แม่นยำขึ้นมีใช้ในอียิปต์อย่างน้อยตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล
นาฬิกาแดดไม่ได้ใช้ได้ทุกเวลา จึงมี “นาฬิกาน้ำ” ตามมา
ปัญหาของนาฬิกาแดดคือใช้ไม่ได้ในเวลากลางคืนหรือวันที่ฟ้ามืดครึ้ม มนุษย์จึงพัฒนา นาฬิกาน้ำ หรือ clepsydra ขึ้นมาเพื่อวัดช่วงเวลาจากการไหลของน้ำแทน แหล่งข้อมูลของ NIST และ Britannica ระบุว่า นาฬิกาน้ำเป็นเครื่องมือสำคัญในอารยธรรมโบราณหลายแห่ง เช่น อียิปต์ กรีก และจีน และช่วยให้ผู้คนนับเวลาได้แม้ไม่มีแสงอาทิตย์
ในบางยุค นาฬิกาน้ำถูกพัฒนาจนซับซ้อนมากขึ้น มีทั้งแบบใช้ระดับน้ำ แบบมีสเกลบอกชั่วโมง และบางระบบยังเชื่อมกับกลไกที่ทำให้เกิดเสียงหรือการเคลื่อนไหวได้ด้วย นี่แปลว่า แม้ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือ แต่คนโบราณก็ไม่ได้อยู่แบบไร้ระบบเวลาเสียทีเดียว
กลางคืนก็ยังบอกเวลาได้ จากดวงดาวและกิจกรรมทางศาสนา
นอกจากดวงอาทิตย์และน้ำแล้ว ผู้คนในอดีตยังอาศัย ดวงดาว บนท้องฟ้าในการกะช่วงเวลาของคืน โดยเฉพาะในสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ การเดินทาง และพิธีกรรมทางศาสนา การเคลื่อนที่ของดาวบนท้องฟ้าช่วยให้คนในอดีตรู้คร่าว ๆ ว่าคืนผ่านไปมากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ในหลายเมืองของยุโรปยุคกลาง เสียงระฆังโบสถ์ มีบทบาทเป็นเหมือนนาฬิกากลางของสังคม Smithsonian อธิบายว่า ระฆังไม่ได้ใช้แค่เรียกเข้าพิธีทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังใช้ประกาศเวลาอาหาร เวลาเริ่มงาน และเวลาจบงานด้วย ดังนั้น สำหรับคนจำนวนมากในยุคนั้น การ “รู้เวลา” จึงมาจากเสียงระฆังของชุมชนมากพอ ๆ กับการดูท้องฟ้า
สิ่งสำคัญคือ คนโบราณไม่ได้ต้องการเวลาแม่นระดับนาที
โลกสมัยใหม่ทำให้เราคุ้นกับการนัดหมายแบบ 08.15 น. หรือ 17.45 น. แต่ในโลกโบราณ การแบ่งเวลาเช่นนั้นยังไม่จำเป็นนัก หลายอารยธรรมแบ่งช่วงเวลากลางวันและกลางคืนออกเป็นส่วน ๆ ที่ความยาวไม่เท่ากันตามฤดูกาล เช่น อียิปต์โบราณแบ่งเวลากลางวัน 12 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 12 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละ “ชั่วโมง” จะยาวสั้นต่างกันไปตามฤดู
พูดอีกแบบคือ คนในอดีตไม่ได้ถามว่า “ตอนนี้กี่โมงเป๊ะ” เท่ากับถามว่า “ตอนนี้เช้าหรือยัง” “ใกล้เที่ยงหรือยัง” หรือ “ถึงเวลาทำงานหรือพักหรือยัง” มากกว่า นี่เป็นเหตุผลที่คำถามว่า คนในยุคโบราณตื่นนอนกี่โมง จึงตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ แต่ตอบได้ว่า ส่วนใหญ่พวกเขาตื่นตามแสงแรกของวัน และใช้ธรรมชาติร่วมกับสัญญาณสังคมในการกำหนดเวลา
สรุป คนในยุคโบราณตื่นตามฟ้า ไม่ได้ตื่นตามนาฬิกา
คนในยุคโบราณรู้เวลาได้อย่างไร คำตอบคือพวกเขาใช้ดวงอาทิตย์ เงา นาฬิกาแดด นาฬิกาน้ำ ดวงดาว และเสียงระฆังเป็นเครื่องมือบอกเวลา ส่วนคำถามว่า คนในยุคโบราณตื่นนอนกี่โมง คำตอบที่ใกล้ความจริงที่สุดคือ พวกเขามักเริ่มวันใหม่ในช่วงฟ้าสางหรือใกล้พระอาทิตย์ขึ้น มากกว่าจะมีเวลาตายตัวเหมือนคนสมัยนี้
ยิ่งมองย้อนกลับไปก็ยิ่งเห็นชัดว่า “เวลา” ในอดีตเป็นเรื่องของธรรมชาติและชุมชน ขณะที่ “เวลา” ในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องของเครื่องจักร ตัวเลข และความแม่นยำระดับนาที และนั่นเองที่ทำให้วิธีใช้ชีวิตของคนโบราณต่างจากเราอย่างน่าสนใจมาก
- เปิดชื่อ 5 กษัตริย์ "ภรรยาเยอะที่สุด" ในประวัติศาสตร์โลก มีไทยติดโผ!
- วิถีชนเผ่าอายุยืน ไร้โรคมะเร็งมา 900 ปี เปิดชื่อ 2 อาหารที่แทบ "ไม่กิน" เว้นแต่โอกาสสำคัญ

อ้างอิง
อัลบั้มภาพ 9 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




