วิจัยดังเฉลย "ลูกเศรษฐี" ทำไมอ่านใจคนไม่เก่งเท่า "เด็กบ้านจน" เผยอาวุธลับที่เงินซื้อไม่ได้!

วิจัยดังเฉลย "ลูกเศรษฐี" ทำไมอ่านใจคนไม่เก่งเท่า "เด็กบ้านจน" เผยอาวุธลับที่เงินซื้อไม่ได้!

วิจัยดังเฉลย "ลูกเศรษฐี" ทำไมอ่านใจคนไม่เก่งเท่า "เด็กบ้านจน" เผยอาวุธลับที่เงินซื้อไม่ได้!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิจัย Berkeley เผย! ทำไมเด็กที่โตมาในความ "ขาดแคลน" มักมี EQ สูงและกาวขึ้นเป็นผู้นำได้ดีกว่า?

กลายเป็นเรื่องที่พลิกความเชื่อเดิมๆ ของใครหลายคน เมื่อการเกิดมาในครอบครัวที่ "ไม่พร้อม" อาจไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นจะต้องพ่ายแพ้ตั้งแต่อยู่ที่จุดสตาร์ทเสมอไป

ในสังคมไทยเรามักจะได้ยินคำว่า "มั่งมีศรีสุข" ซึ่งสื่อถึงความพร้อมทางฐานะที่นำไปสู่ชีวิตที่ดี แต่ ศาสตราจารย์ ดาเชอร์ เคลต์เนอร์ (Dacher Keltner) และคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) กลับพบผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม งานวิจัยระบุว่า ผู้ที่อยู่ในชนชั้นสูงมักมีความสามารถในการ "อ่านใจ" หรือเข้าใจอารมณ์ของคนรอบข้างได้น้อยกว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่า

จากการทดสอบพบว่า เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีเงินทองล้นฟ้า มักจะมีความไวต่อสัญญาณทางอารมณ์ที่สื่อสารออกมาโดยไม่ใช้คำพูด (Non-verbal signals) พวกเขาสามารถรับรู้ถึงความเศร้า ความกังวล หรือความสุขของผู้อื่นได้ผ่านเพียงแค่แววตาหรือการขยับหัวคิ้ว ซึ่งความขาดแคลนทางวัตถุนี่เองที่บีบให้สมองต้องพัฒนา "ทุนทางจิตวิทยา" ชนิดใหม่ขึ้นมา นั่นคือ "ความฉลาดเห็นอกเห็นใจ" (Empathy)

กลไกการ "เอาตัวรอด" สู่ความฉลาดทางสังคม

ทำไมเด็กที่โตมาลำบากถึงมีค่า EQ ที่น่าทึ่ง? นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและขาดแคลนทรัพยากร เด็กไม่สามารถใช้เงินทองหรืออำนาจมาแก้ปัญหาได้ พวกเขาจึงต้องเรียนรู้ที่จะสังเกต เชื่อมโยง และพึ่งพาชุมชนเพื่อความอยู่รอด

ทักษะการ "ดูสีหน้า" ที่ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นความประหม่าหรือความไม่มั่นใจ แท้จริงแล้วคือทักษะทางสังคมระดับสูง เด็กกลุ่มนี้เข้าใจว่าการเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นคือ "กุญแจสำคัญ" ในการได้รับความช่วยเหลือและการสร้างพันธมิตรที่เหนียวแน่น นี่คือรากฐานของ ความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) ซึ่งเป็นความสามารถในการนำพาตัวเองผ่านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนโดยไม่ต้องใช้กำลังหรืออำนาจเงินมาบีบบังคับ

ผู้นำในโลกยุคใหม่: เมื่อเงินซื้อใจคนไม่ได้

ในโลกการบริหารยุคใหม่ คุณสมบัติของผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่คือการสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน งานวิจัยของ Berkeley ย้ำว่าคนที่เคยผ่านความลำบากมักจะมีแนวโน้มที่จะลงมือทำเพื่อ "ประโยชน์ส่วนรวม" และสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในทีมได้ง่ายกว่า พวกเขานำทีมด้วยความเข้าใจและการแบ่งปัน ซึ่งเป็นคุณค่าที่เงินหาซื้อไม่ได้

นอกจากนี้ เมื่อก้าวเข้าสู่สนามธุรกิจ บุคคลเหล่านี้มักมี ความฉลาดในการเผชิญวิกฤต (AQ - Adversity Quotient) ที่สูงมาก พวกเขาไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคได้ง่ายๆ เพราะคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาในสภาวะบีบคั้นมาตั้งแต่เด็ก การผสมผสานระหว่าง EQ ที่สูงและหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้นำที่สามารถบริหารคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่มองเห็นเพียงแค่ตัวเลขที่แห้งแล้ง

อย่าปล่อยให้ความ "พรั่งพร้อม" แช่แข็งหัวใจลูก

จากผลวิจัยนี้ ไม่ว่าครอบครัวจะมีฐานะอย่างไร พ่อแม่ควรทบทวนวิธีการเลี้ยงลูกเสียใหม่ หากครอบครัวมีฐานะดี อย่าสร้าง "สภาวะสุญญากาศทางอารมณ์" ให้กับลูก อย่าให้ความสะดวกสบายปิดกั้นลูกจากการรับรู้โลกแห่งความจริง ควรปล่อยให้ลูกได้สัมผัสชีวิตในหลายแง่มุม เรียนรู้การแบ่งปัน และช่วยเหลือสังคม ความพรั่งพร้อมทางวัตถุเป็นเรื่องดี แต่อย่าให้มันขวางกั้นความสามารถในการเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์

สำหรับพ่อแม่ที่กำลังกังวลใจเรื่องฐานะที่ยังไม่พร้อม จงเชื่อมั่นว่าคุณกำลังมอบ "ของขวัญที่มองไม่เห็นแต่ประเมินค่าไม่ได้" ให้กับลูก ความขาดแคลนในวันนี้คือแรงผลักดันให้ลูกเรียนรู้ที่จะสังเกต ฟัง และเห็นคุณค่าของน้ำใจคน การสอนให้ลูกรู้จักการครองใจคนและการปฏิบัติตัวในสังคม คือการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด เพื่อให้ลูกเติบโตเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้ง "ตำแหน่ง" และ "ตัวตน" ที่สามารถเปล่งประกายได้อย่างมั่นคงในทุกที่

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล