9 สถานที่ต้องห้ามทั่วโลกที่ถูกปิดตาย คนทั่วไป "ห้ามเข้า" เด็ดขาด

9 สถานที่ต้องห้ามทั่วโลกที่ถูกปิดตาย คนทั่วไป "ห้ามเข้า" เด็ดขาด

9 สถานที่ต้องห้ามทั่วโลกที่ถูกปิดตาย คนทั่วไป "ห้ามเข้า" เด็ดขาด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

9 สถานที่ต้องห้ามทั่วโลก ที่นักท่องเที่ยวไม่มีสิทธิ์เข้าเยือน เพื่อความปลอดภัยและเพื่อการอนุรักษ์สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

มนุษย์เราเดินทางสำรวจมาแล้วแทบทุกซอกทุกมุมของโลก ตั้งแต่ยอดเขาที่สูงที่สุดไปจนถึงทุ่งน้ำแข็งขั้วโลก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมี สถานที่ต้องห้าม บางแห่งบนโลกที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปเหยียบเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรืออันตรายถึงชีวิตก็ตาม

สถานที่เหล่านี้บางแห่งเต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี สัตว์มีพิษร้ายแรง หรือแม้แต่ชนเผ่าพื้นเมืองที่พร้อมจู่โจมผู้บุกรุกทุกเมื่อ และนี่คือ 9 สถานที่ทั่วโลกที่ถูกสั่ง ห้ามเข้า อย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยและเพื่อการอนุรักษ์สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

1. เกาะงูเห่า (Snake Island) ประเทศบราซิล

เกาะอิลญา ดา เกย์มาดา กรานจี (Ilha da Queimada Grande) หรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะงูเห่า เป็นบ้านของงูพิษร้ายแรงอย่าง Golden Lancehead Pit Viper ที่มีถิ่นอาศัยอยู่แค่บนเกาะแห่งนี้เท่านั้น กองทัพเรือบราซิลจึงสั่งปิดเกาะห้ามคนทั่วไปเข้าตั้งแต่ช่วงปี 1920 เพื่อความปลอดภัยของมนุษย์และเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์งูหายากชนิดนี้

2. เกาะเซิร์ตเซย์ (Surtsey) ประเทศไอซ์แลนด์

เกาะภูเขาไฟแห่งนี้เพิ่งก่อตัวขึ้นจากการระเบิดใต้ทะเลในช่วงปี 1960 ปัจจุบันทางการอนุญาตให้เฉพาะทีมนักวิจัยกลุ่มเล็กๆ เข้าไปได้เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์นำเมล็ดพันธุ์พืชหรือเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าไปทำลายระบบนิเวศที่กำลังเติบโตและวิวัฒนาการตามธรรมชาติ

JEAN-PIERRE MULLER / AFP

3. ถ้ำลาสโก (Lascaux Caves) ประเทศฝรั่งเศส

ถ้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังยุคก่อนประวัติศาสตร์กว่า 600 ภาพ ซึ่งบางภาพมีอายุเก่าแก่ถึง 20,000 ปี การค้นพบถ้ำนี้ในปี 1940 ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าไปชมจนสร้างความเสียหายต่อภาพวาด ทางการฝรั่งเศสจึงตัดสินใจปิดถ้ำแห่งนี้อย่างถาวรตั้งแต่ปี 1963 เพื่อรักษามรดกอันล้ำค่าเอาไว้

4. อุโมงค์เก็บเมล็ดพันธุ์วันสิ้นโลก (Doomsday Vault) สฟาลบาร์

สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นในชั้นดินเยือกแข็งของอาร์กติก เพื่อเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์กว่า 1.3 ล้านชนิดจากทั่วโลก เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์วันสิ้นโลก อุโมงค์นี้ถูกปิดตาย ห้ามเข้า โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนทางชีวภาพ นอกจากนี้พื้นที่ด้านนอกยังเป็นถิ่นอาศัยของหมีขั้วโลกที่ดุร้ายอีกด้วย

5. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ (Tomb of Qin Shi Huang) ประเทศจีน

แม้กองทัพทหารดินเผาจะถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี 1974 แต่หลุมศพหลักของจักรพรรดิพระองค์แรกของจีนก็ยังไม่เคยถูกขุดค้น รัฐบาลจีนสั่งห้ามการขุดค้นเพิ่มเติมเนื่องจากเหตุผลทางวัฒนธรรม และความกังวลเรื่องสารปรอทมหาศาลที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหากเกิดการรั่วไหลออกมา

6. เมืองลับหมายเลข 40 (City 40) ประเทศรัสเซีย

เมืองโอซยอร์สค์ (Ozyorsk) หรือรหัสลับ "City 40" เป็นแหล่งกำเนิดโครงการนิวเคลียร์ลับของสหภาพโซเวียตที่สร้างขึ้นในปี 1947 พื้นที่นี้เคยเกิดอุบัติเหตุกากกัมมันตรังสีระเบิดครั้งใหญ่ ปัจจุบันแม้จะมีคนทำงานและอาศัยอยู่กว่า 80,000 คน แต่ก็ยังเป็นเมืองปิดที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยเด็ดขาด

7. เกาะเซนติเนลเหนือ (North Sentinel Island) ประเทศอินเดีย

เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่เกาะอันดามัน เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองที่ตัดขาดจากโลกภายนอกมานานนับหมื่นปี ชาวเซนติเนลเหนือมักจะใช้ธนูโจมตีคนแปลกหน้าที่พยายามเข้าใกล้เกาะ รัฐบาลอินเดียจึงตั้งกฎหมาย ห้ามเข้า ใกล้รัศมี 3 ไมล์จากตัวเกาะ เพื่อปกป้องทั้งชีวิตคนนอกและชนเผ่าพื้นเมือง

8. เกาะนิอิฮาว (Niʻihau) สหรัฐอเมริกา

เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของฮาวายแห่งนี้ เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่ตระกูลซินแคลร์ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 1864 เจ้าของเกาะมุ่งเน้นการอนุรักษ์พืชพันธุ์และวิถีชีวิตดั้งเดิม จึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าเกาะ ยกเว้นเพียงลูกหลาน แขกที่ได้รับเชิญ และเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เท่านั้น

SAEED KHAN / AFP

9. โขดหินอุลูรู (Uluru) ประเทศออสเตรเลีย

อุลูรู หรือ แอร์สร็อก เป็นแท่งหินทรายขนาดมหึมาที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญทางจิตวิญญาณต่อชาวอะบอริจิน ปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียได้คืนสิทธิ์การดูแลให้กับชนเผ่าพื้นเมือง และออกกฎหมายห้ามปีนป่ายโขดหินแห่งนี้อย่างเด็ดขาด แต่นักท่องเที่ยวยังสามารถชื่นชมความงามจากจุดชมวิวที่จัดไว้ให้ได้

สรุปเรื่องราวสถานที่ต้องห้ามทั่วโลก

แม้มนุษย์จะมีความปรารถนาที่อยากรู้อยากเห็นและชอบออกสำรวจโลกกว้างเพียงใด แต่ สถานที่ต้องห้าม ทั้ง 9 แห่งนี้ก็มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการถูกปิดตาย การสั่ง ห้ามเข้า สถานที่เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องชีวิตของผู้คนจากอันตราย แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน

  1. UNILAD
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล