ประวัติ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สื่อทางการยืนยัน เสียชีวิตแล้ว

ประวัติ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สื่อทางการยืนยัน เสียชีวิตแล้ว

ประวัติ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สื่อทางการยืนยัน เสียชีวิตแล้ว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ประวัติ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน วัย 89 ปี สื่อทางการอิหร่านรายงาน เสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรวมถึงสื่อทางการของอิหร่าน ได้รายงานยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในวัย 86 ปี เมื่อช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ภายหลังจากเกิดเหตุโจมตีครั้งใหญ่โดยกองกำลังร่วมของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยเสียชีวิตพร้อมด้วยลูกสาว ลูกเขย ลูกสะใภ้ และหลาน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แถลงการณ์ด่วนว่า คาเมเนอีถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอล จนกระทั่งล่าสุดฝ่ายรัฐบาลเตหะรานได้ออกมาประกาศยืนยันข่าวความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ

เส้นทางอำนาจและการก้าวขึ้นสู่ผู้นำสูงสุด

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เกิดในปี 1939 ในเมืองมาชาด เมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวชีอะห์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของผู้นำมุสลิมที่มีชื่อเสียงและเป็นชาวอาเซอร์ไบจานจากประเทศอิรักที่อยู่ใกล้เคียง ครอบครัวของเขาตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในเมืองทาบริซทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน ก่อนที่จะย้ายไปยังมาชาด สถานที่ที่ผู้แสวงบุญทางศาสนานิยมไปเยือน ซึ่งบิดาของคาเมเนอีเป็นผู้นำมัสยิดของชาวอาเซอร์ไบจาน

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี  ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดในปี 1989 เพื่อสืบทอดอำนาจต่อจาก รูฮอลลาห์ โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติอิสลามผู้มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และสถาปนาระบอบการปกครองโดยนักบวชนิกายชีอะห์

แม้ในช่วงแรกคาเมเนอีจะถูกมองว่ามีบารมีทางศาสนาน้อยกว่าผู้นำรุ่นก่อน แต่เขาสามารถรวมศูนย์อำนาจได้อย่างเหนียวแน่นผ่านวิธีการดังนี้

  • การสร้างเครือข่ายนักบวช: วางรากฐานอำนาจในสถาบันศาสนาทั่วประเทศ
  • การขยายบทบาทกองกำลัง IRGC: ผลักดันให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps) กลายเป็นเสาหลักสำคัญทั้งในด้านความมั่นคงและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
  • การสร้างพันธมิตรในภูมิภาค: ก่อตั้งเครือข่าย “Axis of Resistance” โดยสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่าง ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน และกลุ่มฮามาส เพื่อขยายอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดนิวเคลียร์และจุดแตกหักทางภูมิรัฐศาสตร์

สถานการณ์ในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงภายหลังเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566 นำไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในปี พ.ศ. 2567 ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างหนัก

แม้คาเมเนอีจะเคยออกคำวินิจฉัยทางศาสนาว่าอาวุธนิวเคลียร์ขัดต่อหลักอิสลาม แต่เขายังคงยืนยันสิทธิในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี พ.ศ. 2558 ล่มสลายลงจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ในสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้อิหร่านเร่งการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนใกล้ระดับที่สามารถผลิตอาวุธได้ และการเจรจารอบใหม่ในปี พ.ศ. 2568 ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

อนาคตของอิหร่านหลังสิ้นยุคคาเมเนอี

การเสียชีวิตของคาเมเนอีนำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับผู้ที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยมีกระบวนการและปัจจัยที่ต้องจับตามองดังนี้

  1. สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts): คณะนักบวชจำนวน 88 คน จะทำหน้าที่เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
  2. บทบาทของ IRGC: กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกผู้นำ หากเกิดสุญญากาศทางอำนาจหรือความวุ่นวายภายใน
  3. กระแสความไม่พอใจของประชาชน: ท่ามกลางประชากรกว่า 90 ล้านคน มีจำนวนไม่น้อยที่แสดงความไม่พอใจต่อระบอบปกครองปัจจุบัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในครั้งใหญ่

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล