กินอะไรแก้เมาค้าง? หมอโรคตับตอบชัดๆ ประโยคเดียวดับฝันนักดื่ม วิธียอดนิยมไม่ได้ผล

กินอะไรแก้เมาค้าง? ศัลยแพทย์โรคตับตอบแล้ว ประโยคเดียวสะเทือนใจนักดื่ม ย้ำชัด "ไม่มีอยู่จริงในโลก"
ในช่วงเทศกาลหรือการสังสรรค์ "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" มักเป็นตัวสร้างบรรยากาศ แต่สำหรับ นายหลี่ (นามสมมติ) ชายวัยกว่า 50 ปี การฉลองต่อเนื่องหลายวันกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อเขาต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และแน่นท้องด้านขวาบน
นายแพทย์ติง หยวน รองผู้อำนวยการและหัวหน้าศัลยแพทย์ตับ น้ำดี และตับอ่อน จากโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เจ้อเจียง (Zhejiang University School of Medicine) เปิดเผยว่า ผลตรวจเลือดของนายหลี่พบค่าบิลิรูบินและเอนไซม์ตับพุ่งสูงผิดปกติ โดยวินิจฉัยว่าเป็น "ภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน" จากการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกัน หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจนำไปสู่สภาวะตับวายเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิตได้
กลไกการกำจัดแอลกอฮอล์: ทำไมบางคน "คอแข็ง" บางคน "คออ่อน"
นายแพทย์ติง อธิบายเปรียบเทียบว่าตับเปรียบเสมือน "สถานีตำรวจ" ที่คอยจัดการกับ "ผู้ก่อความไม่สงบ" อย่างแอลกอฮอล์ (เอทานอล) โดยกระบวนการทำลายพิษนี้ขึ้นอยู่กับเอนไซม์สำคัญ 2 ชนิด:
- เอนไซม์ชนิดที่ 1 (ADH): เปลี่ยนเอทานอลให้กลายเป็น "อะเซทัลดีไฮด์" ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงที่เป็นตัวการทำให้หน้าแดง ใจสั่น และคลื่นไส้
- เอนไซม์ชนิดที่ 2 (ALDH): เปลี่ยนสารพิษอะเซทัลดีไฮด์ให้กลายเป็น "กรดน้ำส้ม" (อะซิเตต) ที่ไม่มีอันตรายและขับออกจากร่างกาย
ปริมาณและประสิทธิภาพของเอนไซม์เหล่านี้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว "ยาแก้แฮงค์ หรือ ยาแก้เมา จึงไม่มีอยู่จริงในโลก" เพราะไม่มีสารใดสามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนเอนไซม์ในยีนเพื่อเร่งการสลายแอลกอฮอล์ได้โดยตรง

ชำแหละความเชื่อผิดๆ ในการแก้แฮงค์
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า วิธีแก้เมาที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่เป็นเพียง "การหลอกตัวเอง" หรือช่วยบรรเทาอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น:
- ยาแก้แฮงค์สมุนไพร: ส่วนใหญ่ช่วยเพียงปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลดความร้อนในร่างกาย แต่ไม่ได้ช่วยให้สร่างเมาเร็วขึ้น
- น้ำผึ้ง: แม้น้ำตาลฟรุกโตสจะช่วยเร่งการสลายเอทานอลได้เล็กน้อย แต่มันจะเปลี่ยนเป็นสารพิษอะเซทัลดีไฮด์เร็วขึ้น หากร่างกายคุณขาดเอนไซม์ชนิดที่ 2 การดื่มน้ำผึ้งจะยิ่งทำให้คุณทรมานและปวดหัวมากกว่าเดิม
- น้ำชาเข้มข้นหรือกาแฟ: คาเฟอีนทำให้คุณรู้สึก "ตื่น" แต่แอลกอฮอล์ยังคงอยู่ในเลือดเท่าเดิม อีกทั้งยังเพิ่มภาระให้หัวใจและทำให้ร่างกายขาดน้ำรุนแรงขึ้น
คู่มือดื่มอย่างไรให้รอดและวิธีช่วยคนเมาที่ถูกต้อง
แม้จะไม่มียาแก้เมา แต่เราสามารถลดการดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ด้วยวิธีทางกายภาพ ดังนี้:
- ห้ามท้องว่าง: ควรทานอาหารจำพวกโปรตีน (เนื้อ ไข่ นม) เพื่อสร้างเกราะป้องกันผนังกระเพาะอาหารก่อนดื่ม
- ดื่มน้ำสลับ: ใช้สูตร "เหล้าหนึ่งแก้ว น้ำเปล่าหนึ่งแก้ว" เพื่อเจือจางความเข้มข้นและช่วยขับแอลกอฮอล์ออกทางปัสสาวะ
- เลี่ยงการดื่มผสม: การผสมเหล้ากับเบียร์ หรือเครื่องดื่มอัดลมจะทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น
- ห้ามใช้ยาพร้อมเหล้า: โดยเฉพาะยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cef) จะขัดขวางการสลายแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดสารพิษสะสมในร่างกายจนช็อกได้
ข้อควรปฏิบัติเมื่อพบคนเมาหมดสติ: ต้องจัดให้นอนใน "ท่าตะแคง" เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารอุดกั้นทางเดินหายใจจากการอาเจียน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดของผู้ดื่มสุรา
นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว การดื่มเกินขนาดยังส่งผลต่อบุคลิกภาพและความน่าเชื่อถือที่จะลดลงทันทีเมื่อคุณขาดสติ ดังนั้นการดื่มอย่างพอดีจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

