เครื่องดื่ม 2 ชนิด จับคู่กันแล้วมหัศจรรย์ ลดเสี่ยงสมองเสื่อม 32% ห่างไกลสโตรก

เครื่องดื่ม 2 ชนิด จับคู่กันแล้วมหัศจรรย์ ลดเสี่ยงสมองเสื่อม 32% ห่างไกลสโตรก

เครื่องดื่ม 2 ชนิด จับคู่กันแล้วมหัศจรรย์ ลดเสี่ยงสมองเสื่อม 32% ห่างไกลสโตรก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดื่มกาแฟควบคู่กับน้ำชา เคล็ดลับลดความเสี่ยงสมองเสื่อมและอัมพฤกษ์ได้ถึง 32%

หากคุณกำลังลังเลว่าจะเลือกดื่มกาแฟหรือน้ำชาเพื่อสุขภาพดี ข้อมูลชุดใหม่นี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการดื่มทั้งสองอย่างควบคู่กันให้ผลลัพธ์ในการปกป้องสมองที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป

จากการรายงานของวารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง PLOS Medicine ซึ่งได้ทำการติดตามผลกลุ่มตัวอย่างจำนวนมหาศาลกว่า 360,000 คน เป็นระยะเวลายาวนานถึง 11 ปี พบว่ากลุ่มคนที่ดื่มทั้งกาแฟและน้ำชาเป็นประจำทุกวัน มีความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมลดลงถึง 32% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มทั้งสองชนิดนี้เลย ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการดูแลสุขภาพสมองที่ทำตามได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

เจาะลึกงานวิจัย: ทำไมการดื่มแบบ "แพ็กคู่" ถึงให้ผลดีกว่า?

นายแพทย์โชว เจี๋ยเจี้ยน (Dr. Hsiao Chieh-chien) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักและสุขภาพ ได้นำเสนอบทวิเคราะห์จากงานวิจัยดังกล่าวระบุว่า แม้การดื่มกาแฟหรือชาเพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่เมื่อดื่มควบคู่กันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า "การเสริมพลัง" (Synergistic Effect) ที่ให้ผลลัพธ์น่าทึ่ง ดังนี้

  • ดื่มควบคู่กัน: การดื่มกาแฟ 2–3 แก้ว ร่วมกับน้ำชา 2–3 แก้วต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้ 32% และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ 28%
  • ดื่มเฉพาะกาแฟ: ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้เพียงประมาณ 20%
  • ดื่มเฉพาะน้ำชา: ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้เพียงประมาณ 18%

ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่า กลยุทธ์การปกป้องสมองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการรับประโยชน์จากเครื่องดื่มทั้งสองประเภทไปพร้อมกัน เพื่อสร้างเกราะป้องกันสุขภาพที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

กลไกการทำงาน: "ระบบรักษาความปลอดภัย" สองประสานในสมอง

นายแพทย์โชว เจี๋ยเจี้ยน ได้เปรียบเทียบการทำงานของกาแฟและน้ำชาว่าเป็นเหมือน "ทีมรักษาความปลอดภัยมืออาชีพ" ภายในสมองที่แบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างลงตัว:

  1. กาแฟทำหน้าที่ "ทำความสะอาดล้ำลึก": สารออกฤทธิ์ในกาแฟช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและช่วยกำจัด "โปรตีนอะไมลอยด์" (Amyloid Beta) ที่ตกค้างระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งเปรียบเสมือนขยะชีวภาพที่หากสะสมไว้นานจะทำให้เส้นประสาทอุดตันและนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์
  2. น้ำชาทำหน้าที่ "ดูแลระบบไหลเวียน": สารต้านอนุมูลอิสระอย่าง คาเทชิน (Catechin) และโพลีฟีนอลในใบชา ช่วยซ่อมแซมเซลล์บุผนังหลอดเลือด ลดการอักเสบ และทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองคล่องตัวขึ้น

เมื่อกาแฟช่วยขจัดสิ่งกีดขวางในเส้นประสาท และน้ำชาช่วยให้การลำเลียงออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น สมองจึงได้รับการดูแลอย่างครบวงจร

คำแนะนำการดื่มในปี 2026: ดื่มอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เพื่อให้การดื่มเครื่องดื่มทั้งสองชนิดส่งผลดีต่อร่างกายอย่างเต็มที่และไม่ส่งผลเสียตามมา ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำที่สำคัญไว้ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงสารเติมแต่ง: ควรดื่มเป็น "กาแฟดำ" และ "ชาไม่ใส่น้ำตาล" เท่านั้น เนื่องจากการเติมน้ำตาลหรือครีมเทียมปริมาณมากจะก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งจะไปหักล้างประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ
  • จัดช่วงเวลาการดื่มให้เหมาะสม: ควรดื่มกาแฟและชาให้ครบโควตา 4–6 แก้ว ภายในช่วงเวลาก่อน 15.00 น. เพื่อป้องกันไม่ให้คาเฟอีนไปรบกวนคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะทำการซ่อมแซมตัวเอง
  • ปริมาณตามความเหมาะสมของบุคคล: แม้งานวิจัยจะระบุที่ 2–3 แก้วต่อประเภทเครื่องดื่ม แต่ควรปรับลดตามความสามารถในการทนต่อคาเฟอีนของแต่ละบุคคล เพื่อหลีกเลี่ยงอาการใจสั่นหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล