เห็นรุ้งกินน้ำแล้วห้ามชี้ "นิ้วจะกุด" มีที่มาจากไหน? ชาติอื่นเขาเชื่อแบบเรามั้ย?

ความเชื่อว่า “เห็นรุ้งกินน้ำแล้วห้ามชี้ เดี๋ยวนิ้วจะกุด” เป็นความเชื่อพื้นบ้านที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใหญ่ที่มักเตือนเด็กๆ ที่เมื่อเห็นรุ้งบนท้องฟ้า ก็จะรู้สึกตื่นเต้นจนชี้บอกให้คนรอบข้างดู
แม้ปัจจุบันจะรู้แล้วว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ความเชื่อนี้มีที่มาจากทั้งคติความเชื่อดั้งเดิม การสั่งสอนทางสังคม และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของคนในอดีต
ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ
ในสังคมโบราณของไทยและหลายวัฒนธรรมในเอเชีย มองว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือรุ้งกินน้ำ เป็นสิ่งเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า หรือพลังเหนือธรรมชาติ
รุ้งกินน้ำจึงถูกมองว่าเป็นของสูง หรือเป็นเส้นทางของเทพ การชี้นิ้วใส่จึงถือเป็นการไม่เคารพ และอาจนำโชคร้ายหรือการลงโทษมาให้

กุศโลบายสอนเด็กของผู้ใหญ่
นักมานุษยวิทยามองว่าความเชื่อนี้เป็นกุศโลบายที่ผู้ใหญ่ใช้สั่งสอนเด็ก เพราะในอดีตการอธิบายหลักวิทยาศาสตร์เรื่องรุ้งกินน้ำเป็นเรื่องยาก การขู่ว่า “นิ้วจะกุด” ทำให้เด็กเกิดความกลัวและเชื่อฟังง่าย อีกทั้งยังปลูกฝังมารยาทเรื่องการไม่ชี้สิ่งที่ถือว่าสำคัญหรือศักดิ์สิทธิ์
ความเชื่อเรื่องวิญญาณและลางบอกเหตุ
บางท้องถิ่นเชื่อว่ารุ้งกินน้ำเกี่ยวข้องกับพลังลึกลับ วิญญาณ หรือภูตผี การชี้นิ้วอาจเป็นการรบกวนสิ่งเหล่านั้น จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายตามความเชื่อพื้นบ้าน ความเชื่อเช่นนี้สะท้อนความพยายามของคนโบราณในการอธิบายสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในยุคนั้น
ความเชื่อคล้ายกันในต่างประเทศ
ความเชื่อเรื่องการห้ามชี้รุ้งไม่ได้มีเฉพาะในไทยเท่านั้น หลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีความเชื่อคล้ายกัน
โดยมักเชื่อว่าการชี้รุ้งจะทำให้เกิดเคราะห์ร้ายหรือเจ็บป่วย แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ในหลายวัฒนธรรมต่างมีความเกรงกลัวต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้ในอดีต

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของรุ้งกินน้ำ
ในทางวิทยาศาสตร์ รุ้งกินน้ำเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดจากแสงอาทิตย์หักเห สะท้อน และกระจายตัวผ่านละอองน้ำในอากาศ ทำให้เห็นเป็นแถบสีบนท้องฟ้า การชี้นิ้วไปที่รุ้งจึงไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใดๆต่อร่างกาย
บทสรุป
ความเชื่อว่าเห็นรุ้งกินน้ำแล้วห้ามชี้ นิ้วจะกุด มีที่มาจากความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ การสั่งสอนเด็กของคนโบราณ และความพยายามอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในยุคที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่แพร่หลาย
แม้ปัจจุบันจะพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริง แต่ก็ยังสะท้อนวิถีคิดและวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
