ผลไม้ “ไอเทมลับ” บนโต๊ะไหว้ตรุษจีน ชื่อเป็นมงคล กินแล้วช่วยย่อยหลังมื้อหนัก

ผลไม้ “ไอเทมลับ” บนโต๊ะไหว้ตรุษจีน ชื่อเป็นมงคล กินแล้วช่วยย่อยหลังมื้อหนัก

ผลไม้ “ไอเทมลับ” บนโต๊ะไหว้ตรุษจีน ชื่อเป็นมงคล กินแล้วช่วยย่อยหลังมื้อหนัก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผลไม้ “ไอเทมลับ” บนโต๊ะไหว้ตรุษจีน ชื่อเป็นมงคล ความหมายดีมีประโยชน์ ช่วยย่อยโปรตีนหลังมื้อหนักๆ

ในช่วงเทศกาลตรุษจีนแบบนี้ หลายครอบครัวมักจะจัดเต็มกับมื้ออาหารไหว้เจ้าที่มีทั้งหมูสามชั้น ไก่ต้ม และเป็ดพะโล้ ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่ให้โปรตีนและไขมันสูง จนอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือย่อยยากตามมา แต่รู้หรือไม่ว่าในบรรดาผลไม้มงคลบนโต๊ะไหว้ มี "ไอเทมลับ" อย่าง สับปะรด ที่ไม่เพียงแต่มีความหมายดี แต่ยังเป็นตัวช่วยชั้นยอดในการดูแลระบบย่อยอาหารและสุขภาพไตอีกด้วย

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโภชนาการของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA FoodData Central) ระบุว่า สับปะรดสด 100 กรัม มีปริมาณโซเดียมต่ำมากเพียง 1 มิลลิกรัม และยังมีสารสำคัญที่หาไม่ได้จากผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการกินเพื่อ "ล้างท้อง" หลังจากจัดหนักมื้อใหญ่มาตลอดทั้งวัน

ทำไมต้องไหว้ "อั่งไล้" สัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความรอบคอบ

ในทางวัฒนธรรมจีน สับปะรดถูกยกให้เป็นผลไม้มงคลลำดับต้นๆ โดยมีเหตุผลสนับสนุนทั้งด้านภาษาศาสตร์และรูปลักษณ์ดังนี้:

  • เรียกโชคลาภเข้ามา: ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกสับปะรดว่า "อั่งไล้" ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า การเรียกโชคลาภ ความโชคดี หรือสีแดงที่เป็นมงคลเข้ามาสู่บ้าน
  • ความรอบคอบรอบด้าน: ลักษณะของสับปะรดที่มี "ดวงตา" อยู่รอบตัว ทำให้มีความเชื่อว่าการไหว้ด้วยสับปะรดจะช่วยให้คนในครอบครัวมีความรอบรู้ มองการณ์ไกล และสามารถดูแลกิจการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างทั่วถึง

โบรมีเลน (Bromelain) เอนไซม์วิเศษช่วยย่อยโปรตีนจากมื้อไหว้

ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้สับปะรดเป็นผลไม้ที่ต้องกินหลังมื้อตรุษจีนคือเอนไซม์ โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่ง มูลนิธิโรคไตแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Kidney Foundation) และงานวิจัยหลายแห่งให้การยอมรับว่ามีคุณประโยชน์โดดเด่นดังนี้:

  1. ช่วยย่อยโปรตีน: โบรมีเลนเป็นเอนไซม์ธรรมชาติที่ช่วยย่อยโปรตีนโดยเฉพาะ เหมาะมากสำหรับกินหลังมื้ออาหารที่มีเนื้อสัตว์จำนวนมาก ช่วยลดอาการแน่นท้อง
  2. บำรุงและถนอมไต: ด้วยปริมาณโซเดียมที่ต่ำมาก และฤทธิ์ในการลดความหนืดของเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยของไตทำงานได้ดีขึ้น ช่วยปกป้องเซลล์ในท่อไตจากการอักเสบ
  3. ต้านอนุมูลอิสระ: มีวิตามินซีสูงและสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดภาวะเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกาย
เคล็ดลับสำคัญ: แกนสับปะรดอย่าทิ้ง! แม้เนื้อสัมผัสจะแข็งและไม่นิยมรับประทาน แต่ในแกนสับปะรดนั้นมีสารโบรมีเลนเข้มข้นมากกว่าส่วนเนื้อเสียด้วยซ้ำ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยระบบย่อยอาหารได้ดีเยี่ยม

ข้อควรระวังในการรับประทาน

แม้จะมีประโยชน์ล้นเหลือ แต่การรับประทานสับปะรดก็มีข้อควรระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อร่างกาย ดังนี้:

  • เลี่ยงการกินตอนท้องว่าง: เนื่องจากสับปะรดมีความเป็นกรดและมีเอนไซม์ที่อาจกัดกร่อนกระเพาะอาหารและเคลือบฟันได้
  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ควรจำกัดปริมาณเนื่องจากสับปะรดมีน้ำตาลธรรมชาติประมาณ 9.85 กรัมต่อ 100 กรัม หากกินมากเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • ปฏิกิริยากับยา: ผู้ที่ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากโบรมีเลนมีฤทธิ์ช่วยลดความหนืดของเลือด

ตรุษจีนปีนี้ หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อรวมญาติแล้ว อย่าลืมหยิบสับปะรดที่ไหว้เจ้ามาทานสัก 2-3 ชิ้น เพื่อให้ทั้งความเป็นสิริมงคลและสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กันครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล