SIAMJNK เปิด WLUBHOUSE โชว์ดนตรีรอบปฐมทัศน์ระดับสากล “STAND – A Legacy of Song” Charity Concert

SIAMJNK เปิด WLUBHOUSE โชว์ดนตรีรอบปฐมทัศน์ระดับสากล “STAND – A Legacy of Song” Charity Concert เปิดโอกาสเยาวชนไทย ใช้เสียงเพลงกระตุ้นตระหนักรู้ สะท้อนความเป็นเอกภาพและความหวัง ของผู้คนต่อรูปธรรมของความสุข
อาคาร WLUBHOUSE สีอิฐทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ลักซ์ชัวรี่ภายในบริเวณคลังสินค้า SIAMJNK โครงการราษฎร์บูรณะ ภายใต้การบริหารงานของ SIAMJNK Group ไม่ได้เปิดออกสำหรับการประชุมย่อยผู้บริหาร หรือ Business Talk อย่างเคย แต่กำลังเปิดออกต้อนรับ อาคันตุกะ และเหล่านักดนตรี นักร้องประสานเสียงทั้งรุ่นใหญ่ และรุ่นเยาว์กว่า 180 ชีวิต สำหรับคอนเสิร์ตการกุศล “STAND: A Legacy of Song” ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ใหญ่ใจดี 3 ภาคีหลัก ที่ล้วนคิดเห็นตรงกันว่า เสียงของมนุษย์คือเครื่องดนตรีมีชีวิตที่ทำให้คนทุกชนชั้นเข้าถึงความสุขได้ง่ายที่สุด และเพื่อบอกต่อสังคมในความเชื่อดังกล่าวผ่านคอนเสิร์ต โดยมี มร.พอล อาร์ชิบัลด์ ศิลปินเดี่ยวทรัมเป็ตมือรางวัลระดับโลก นำทัพในการแสดงสดรอบปฐมทัศน์ของ STAND ผลงานการประพันธ์ดนตรีของ Rebecca Dale คำร้องโดย Selina Nwulu ภายใต้การเรียบเรียงเสียงดนตรีใหม่จาก Studio Orchestrations เพื่อการแสดงครั้งนี้โดยเฉพาะ
นางสาวเพลิน โศภิษฐ์พงศธร ผู้จัดคอนเสิร์ต ในครั้งนี้ เปิดเผยว่า คอนเสิร์ตดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อเป็นการนำร่องโครงการ The Aurora Project จากเครือข่ายระหว่าง SIAMJNK, Harmony – Action Through The Arts มูลนิธิด้านดนตรีศึกษาจากประเทศอังกฤษ คณะนักร้องประสานเสียงอิสระ Bangkok Consort Singers และ CU Brass Ensemble โดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการนำเสียงดนตรีเข้าสู่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส การจัดคอนเสิร์ตนี้เพื่อแสดงพลังที่ซ่อนอยู่ในเสียงร้องของนักขับร้องประสานเสียง และกลุ่ม เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลม ซึ่งประกอบไปด้วยเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปีจากหลากหลายที่มาร่วมกันบรรเลงบทเพลง STAND
โดยการแสดงแบ่งออกเป็น 4 องก์หลัก ประกอบด้วย องก์ที่ 1 เพลงบรรเลงของ Thailand Brass Ensemble กลุ่มนักดนตรีเครื่องทองเหลือง 6 คนที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วทั่วประเทศ มาในบทเพลง Dance of Terpsichore โดย Michael Prætorius และ ‘Allegro con spirito’ จาก Sextet for Brass, Op 30 โดย Oscar Böhme ต่อด้วยองก์ที่ 2 การแสดงจากเยาวชน ภาคีของมูลนิธิดนตรีจากประเทศอังกฤษ ถ่ายทอดเสียงสะท้อน Musical จากภาพยนตร์ทำเงินฮอลลิวูด อย่าง ‘Danger Zone’ จาก Top Gun และ ‘Ghostbusters’ จาก ภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ต่อด้วยองก์ที่ 3 การแสดงจากเยาวชนกลุ่มเครื่องดนตรีไทยร่วมสมัยที่สร้างความคึกคักให้บ่ายคล้อยวันนั้น ด้วยบทเพลงเกี่ยวข้าว, ค้างคาวกินกล้วย และตารีกีปัส เพลงจังหวะสนุกจาก มาเลเซียด้วยเสียงดนตรีระนาดเอก ขิมและการส่งจังหวะออกรสของกลองแขกไทย ต่อด้วยองก์ที่ 4 การแสดงจากคณะนักร้องประสานเสียง Bangkok Consort Singers ที่มีวาทยกรอย่าง ภาธร สวัสดิสุข ที่เปิดพื้นที่ให้คณะนักประสานเสียงจากหลากหลายอาชีพ ได้ร่วมใช้เวทีเพื่อสะท้อนการเข้าถึงความสุขที่สามารถจับต้องได้ด้วยเสียงเพลง ปิดท้ายด้วยการแสดงร่วมของเหล่านักแสดงทั้ง 4 องก์ในเพลงประวัติศาสตร์ STAND อย่างตื่นตาตื่นใจ
“ที่ผ่านมาการรวมกลุ่มเพื่อฝึกซ้อมจะแยกกันตามองก์ที่แต่ละส่วนได้รับผิดชอบ แล้วมาซ้อมร่วมกันก่อนคอนเสิร์ตจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากของดนตรีที่ทุกคนรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ภายใต้แนวคิดหลักเดียวกัน สำหรับไฮไลท์ของการแสดงทั้งหมด อยู่ที่การแสดงสุดท้าย คือการร่วมร้องเพลง STAND ที่แต่งเมื่อปี 2024 โดย Rebecca Dale ประพันธ์เนื้อร้องโดย Selina Nwulu ภายใต้การประสานงานกลุ่มนักดนตรี London Mozart Players เพื่อการกุศล เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มเปราะบางที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนและการแสดงดนตรีในที่ต่างๆ ผ่านการเผยแพร่ในแบบ Music VDO บนแพลทฟอร์ม Youtube โดยมีการบรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา และนักร้องประสานเสียงเยาวชนจากทั่วโลก ซึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้มีการนำมาเรียบเรียงดนตรีขึ้นใหม่เพื่อให้กลุ่มนักแสดงเยาวชนไทย ได้สะท้อนพลังทางดนตรี เพื่อยืนหยัดส่งต่อแนวคิดของการเข้าถึงดนตรีในกลุ่มเยาวชนเปราะบางของประเทศไทย นับเป็นการแสดงสดรอบปฐมทัศน์ครั้งแรกของ STAND” เพลิน ผู้จัดทำคอนเสิร์ตกล่าว
ทางด้าน มร.พอล อาร์ชิบัลด์ ศิลปินคนสำคัญในฐานะผู้ริเริ่ม ผู้ฝึกซ้อม และผู้นำในการแสดงครั้งนี้ ได้พูดถึงความประทับใจหลังจบคอนเสิร์ตว่า “น่าอัศจรรย์ใจมาก ที่นักดนตรีรุ่นเยาว์ที่มีอายุน้อยสุดคือ 8 ปี ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ร่วมแสดงบนเวทีเดียวกัน นับเป็นความท้าทายของการทำงาน แต่จากความสำเร็จในวันนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าวินัยในการฝึกซ้อม การเล่นดนตรีตามโน้ต ซ้อมดนตรี และร่วมทำงานเป็นทีมของนักดนตรีรุ่นเยาว์กว่า 100 ชีวิตพวกเขาทำได้อย่างดี”
โดยเขายังมองว่าการได้รับโอกาสและการสนับสนุนทางดนตรีสำคัญมาก เพราะการฝึกซ้อมดนตรีจนถึงขั้นทำเป็นอาชีพ จำเป็นต้องมีการสนับสนุนต่อเนื่อง การทำคอนเสิร์ตภายใต้โครงการ The Aurora Project เพื่อให้เยาวชน รวมถึงกลุ่มเปราะบางทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้เข้าถึงเส้นทางดนตรีผ่านการเรียนรู้ การร้องประสานเสียงเป็นเบื้องต้น เพื่อสร้างบรรยากาศในความรักต่อดนตรีให้เกิดขึ้น อาจเป็นช่องทางให้เขาเหล่านั้นค้นพบตัวเองในที่สุดได้ โดยเขาย้ำว่า แม้ตนมาจากประเทศอังกฤษที่มีวัฒนธรรมของดนตรีตะวันตกตั้งแต่ยุคเริ่มต้น มีพื้นที่สำหรับคอนเสิร์ตและกิจกรรมทางดนตรีมากมายให้เยาวชนเข้าถึง แต่เมืองไทยแม้อาจมีพื้นที่ไม่มาก แต่ความสามารถทางดนตรีของเด็กไทยได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลกหลายต่อหลายครั้ง ตนมองว่าการเปิดพื้นที่ทางดนตรีให้เยาวชนได้แสดงออกจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านดนตรี
น.ส.ไอยวริญท์ คัณธามานนท์ หรือน้องอลิซ ในฐานะ Co - Producer ด้วยวัยเพียง 15 ปี จึงนับเป็น Co - Producer ที่อายุน้อยที่สุดก็ว่าได้ และยังเป็นหนึ่งในนักแสดงที่รวมสร้างสรรค์คอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้แบ่งปันประสบการณ์วัยเด็กที่เกือบเดินหันหลังให้กับการเล่นดนตรี เมื่อครูสอนร้องเพลงตำหนิการออกเสียงไม่ถูกต้องในวันเริ่มต้นเรียนร้องเพลงที่อายุได้เพียง 6 ปี เสียงตัดสินเฉียบขาดว่า “ขาดพรสวรรค์ ไม่ควรมาเรียนให้เสียเวลา” แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อได้เจอกับครูสอนร้องเพลงที่เข้าใจการสร้างอารมณ์เพลงให้กับนักร้องก่อนเริ่มเรียน ให้กำลังใจ และสนับสนุนส่งเสริมให้ นักเรียนที่อ่อนประสบการณ์ ค่อย ๆ เติบโตทีละน้อยเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน
วันนี้ของน้องอลิซ เธอได้รับคุณวุฒิ ABRSM (Associated Board of the Royal Schools of Music) ในระดับ 8 สำหรับการขับร้องคลาสสิก ได้รับคุณวุฒิ ABRSM ระดับ 6 ในการเล่นเปียโนคลาสสิก และ LCM ( London Collage of Music) ระดับ 7 สำหรับการเล่นฟลุต และยังได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับนานาชาติที่ อาทิ American Protégé และ Grand Prize Virtuoso ซึ่งทำให้เธอได้รับโอกาสไปแสดงดนตรีระดับโลกมากมาย อาทิ ที่ Carnegie Hall หอแสดงคอนเสิร์ตระดับโลก ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หรือ Concertgebouw (คอนแชร์เกบาว) หอแสดงดนตรีเลื่องชื่อของอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น
“จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อลิซหันกลับมาหาดนตรีอีกครั้งเพราะครูดนตรีอีกท่านหนึ่งซึ่งเขาเรียนจบด้านดนตรีจากเวียนนา ออสเตรีย ที่มักเริ่มต้นการสอนด้วยการย้ำว่าดนตรีคือพื้นที่แห่งความสุข ไม่ใช่ความกลัว ประกอบกับครูเพลินซึ่งเป็นครูสอนร้องเพลงพูดเสมอว่าเสียงของมนุษย์คือเครื่องดนตรีฟรี และทำให้พวกเราเท่าเทียมกันที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่อลิซหันมาร้องเพลงและเล่นดนตรีเพื่อสร้างพื้นที่ความสุข และอยากให้พื้นที่ความสุขนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ร่วมแสดงคอนเสิร์ตและผู้ชม มีความสุขไปพร้อมๆ กันค่ะ” เธอกล่าว
ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรี กามเทพ ธีรเลิศรัตน์ ในฐานะครูผู้ฝึกซ้อม วงดนตรีไทยให้กับเด็ก ๆ ที่มาร่วมสร้างสีสันในวันนั้น ได้พูดถึงการเปิดพื้นที่สำหรับแสดงออกให้กับเยาวชนว่า เป็นเรื่องสำคัญเพื่อสร้างประสบการณ์และวิวัฒนาการทางการแสดงดนตรีของเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ครูผู้ฝึกสอนดนตรีไทยให้กับเด็ก และได้มีโอกาสสนับสนุนและแสวงหาโอกาสการร่วมแสดงดนตรีไทยในเวทีสากลหลายต่อหลายครั้ง อาทิ Japan music competition Shiba ,Artima music compettion Paris France, Carnegie hall New York, Walz disney LA music competition, Golden classical music awards ซึ่งแต่ละเวทีได้นำเครื่องดนตรีไทยไปร่วมแสดงมักได้รับความสนใจจากทั้งนักแสดงและผู้ชมชาวต่างชาติเสมอ ด้วยกลิ่นอายของดนตรีพื้นบ้านตะวันออก มีจังหวะจะโคนที่สนุกสนาน พลิ้วไหวเข้าได้เป็นอย่างดีกับเครื่องดนตรีสากล ในขณะที่เยาวชนไทยที่ร่วมแสดงก็ได้แลกเปลี่ยน เปิดใจยอมรับ ยอมฟัง เกิดพัฒนาการทางด้านดนตรีที่มีวินัย สามารถฟังกัน และทำงานเป็นทีมได้สำเร็จในที่สุด
สำหรับภาคีภาคเอกชนที่เข้ามาให้การสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้ราบรื่นสร้างผลกระทบในทางที่ดีต่อสังคมด้วยการเปิดพื้นที่ธุรกิจออก ให้เยาวชนเหล่านี้ได้ส่งเสียงกระตุกเตือนผู้คนในสังคม นางปัญจมา คัณธามานนท์ ประธานบริหารฝ่ายการลงทุน SIAMJNK Group กล่าวว่าที่ผ่านมา SIAMJNK ให้การสนับสนุนงานด้าน การศึกษามาอย่างต่อเนื่อง งาน CSR จึงไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็นวินัยขององค์กรที่ยึดมั่นเสมอมา
“เรายึดหลักการทำในสิ่งที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และสอดคล้องกับตัวตนขององค์กร การสนับสนุนด้านการศึกษา ดนตรี เยาวชน และชุมชน จึงเป็นการเลือกทำสิ่งที่เล็กแต่ลึก และต่อยอดได้จริงในอนาคต การเปิด WLUBHOUSE เพื่อให้กลุ่มเยาวชนได้มีพื้นที่แสดงออกถึงพลังที่สร้างสรรค์ จึงเป็นการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อความเชื่อของคอนเสิร์ตถึงสังคม ว่าพวกเราสามารถหยิบยื่นโอกาส และสร้างพื้นที่ดี ๆ อย่างนี้เพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งความสุขร่วมกันได้ อยากให้ทุกคนที่ได้มาร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ เชื่อในคุณค่าของตัวเองมากขึ้น นั่นคือ Social Impact ที่แท้จริงของดนตรีค่ะ” ประธานบริหารฝ่ายการลงทุนกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับ The Aurora Project จะยังคงมีต่อเนื่อง หลังจบคอนเสิร์ตครั้งนี้แล้ว กลุ่มภาคียังคงเดินหน้าต่อในการเข้าไปสร้างแรงบันดาลใจด้านการร้องประสานเสียงในโรงเรียนต่างๆ ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแสวงหาตัวเองของกลุ่มเยาวชน ให้ค้นพบพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่สมดังเจตนาที่ว่าเสียงร้องเพลงคือเครื่องดนตรีต้นทุนต่ำที่สุดที่จะเริ่มต้นความสุข โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี จะมีคอนเสิร์ตจากเหล่าภาคีอีกแน่นอน โปรดติดตาม เพื่อเพิ่มพื้นที่ความสุขให้มีมากขึ้นนั่นเอง
อัลบั้มภาพ 6 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี






