2,842 ชีวิต “ระเหย” หายในกาซา? เปิดข้อเท็จจริงสุดสะพรึง "ระเบิดสุญญากาศ" ที่โลกกำลังจับตา

2,842 ชีวิต “ระเหย” หายในกาซา? เปิดข้อเท็จจริงสุดสะพรึง "ระเบิดสุญญากาศ" ที่โลกกำลังจับตา

2,842 ชีวิต “ระเหย” หายในกาซา? เปิดข้อเท็จจริงสุดสะพรึง "ระเบิดสุญญากาศ" ที่โลกกำลังจับตา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดข้อเท็จจริง “ระเบิดสุญญากาศ” ในกาซา อาวุธต้องห้าม ที่ถูกจับตา หลังปมผู้สูญหายกว่า 2,842 ราย ระเหย ไม่เหลือแม้แต่ร่าง จริงหรือ?

ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อในฉนวนกาซา ประเด็นเรื่องการใช้อาวุธร้ายแรงอย่าง “ระเบิดสุญญากาศ” (Thermobaric / Vacuum Bomb) ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง หลังมีรายงานอ้างว่า ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2,800 คน “ระเหยหายไป” โดยแทบไม่เหลือชิ้นส่วนร่างกายให้พิสูจน์อัตลักษณ์

รายงานเชิงสืบสวนของ Al Jazeera เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ระบุว่า หน่วยป้องกันพลเรือนในกาซาบันทึกตัวเลขผู้สูญหายจำนวน 2,842 ราย นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2023 โดยบางกรณีพบเพียงคราบเลือดหรือเศษชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เท่านั้น

“ระเบิดสุญญากาศ” คืออะไร ทำไมถูกมองว่าร้ายแรง

แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนเครื่องดูดอากาศ แต่ในทางทหาร อาวุธชนิดนี้เรียกว่า อาวุธเทอร์โมบาริก (Thermobaric Weapon) หรือ Fuel-Air Explosive (FAE) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Enhanced Blast Weapons

กลไกทำงานมี 2 ขั้นตอนสำคัญ

  • ขั้นแรก หัวรบจะปล่อยเชื้อเพลิงออกมาเป็นละอองฟุ้งกระจายในอากาศ สามารถแทรกซึมเข้าอาคาร ถ้ำ หรืออุโมงค์
  • ขั้นที่สอง จุดระเบิดละอองเชื้อเพลิงนั้น ทำให้เกิดลูกไฟอุณหภูมิสูงมาก และคลื่นแรงอัดที่ยาวนานกว่าระเบิดทั่วไป

คำว่า “สุญญากาศ” มาจากปรากฏการณ์หลังการเผาไหม้ที่ใช้ออกซิเจนจำนวนมาก ทำให้เกิดแรงดันอากาศติดลบชั่วขณะ ซึ่งอาจทำลายอวัยวะภายใน เช่น ปอด แม้ไม่ได้ถูกสะเก็ดระเบิดโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า การเติมผงอะลูมิเนียม แมกนีเซียม หรือไทเทเนียมในส่วนผสม สามารถเพิ่มอุณหภูมิการระเบิดได้ราว 2,500–3,500 องศาเซลเซียส

ตัวเลข “2,842 ราย” มาจากไหน

มาห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนในกาซา อธิบายว่า ตัวเลขดังกล่าวมาจากกระบวนการตรวจสอบหน้างาน โดยเปรียบเทียบจำนวนผู้อยู่อาศัยในบ้านกับจำนวนศพที่พบ

หากทราบว่ามีผู้อยู่อาศัย 5 คน แต่พบศพสมบูรณ์เพียง 3 คน และค้นหาอย่างละเอียดพบเพียงคราบเลือดหรือชิ้นส่วนเล็กน้อย อีก 2 คนจะถูกบันทึกว่า “สูญหาย” หรือในบางรายงานใช้คำว่า “ระเหย” ในเชิงอุปมา

อย่างไรก็ตาม สื่อตะวันตกอย่าง AP News และ Reuters ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า กาซามีอาคารถล่มทับซ้อนกันจำนวนมาก การค้นหาร่างใต้คอนกรีตหลายพันตันโดยขาดเครื่องจักรหนักแทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้คำว่า “สูญหาย” อาจหมายถึง “ยังไม่พบร่าง” มากกว่าการสลายไปในอากาศ

ข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธ และหลักฐานที่ยังถกเถียง

การสืบสวนของ Al Jazeera ระบุถึงอาวุธหลายชนิดที่ผลิตในสหรัฐฯ เช่น

  • MK-84 “Hammer” น้ำหนักราว 900 กก. บรรจุไตรโทนอล
  • BLU-109 ระเบิดทำลายบังเกอร์แบบหน่วงเวลา
  • GBU-39 ระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูง

มีรายงานว่าพบชิ้นส่วนปีกของ GBU-39 ในบางจุดที่มีผู้สูญหาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันทางนิติวิทยาศาสตร์ระดับสากลว่าเป็นการใช้อาวุธเทอร์โมบาริกโดยตรง

เว็บไซต์ด้านการทหารอย่าง The War Zone เคยตั้งข้อสังเกตจากภาพถ่ายขีปนาวุธ Hellfire ที่มีแถบสีแตกต่างจากรุ่นปกติ ซึ่งอาจเป็นรุ่นหัวรบพิเศษ (เช่น AGM-114N) แต่ก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

กฎหมายสงครามว่าอย่างไร

ปัจจุบันยังไม่มีสนธิสัญญาที่ “ห้าม” อาวุธเทอร์โมบาริกโดยตรง แต่การใช้งานต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ซึ่งกำหนดหลักสำคัญ เช่น

  • ต้องแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน
  • ต้องได้สัดส่วน (Proportionality)

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เตือนว่า อาวุธที่มีรัศมีทำลายล้างกว้างไม่เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่เมืองที่มีประชากรหนาแน่น เพราะยากต่อการควบคุมผลกระทบต่อพลเรือน

ด้านนักกฎหมายบางรายมองว่า หากพิสูจน์ได้ว่าอาวุธถูกใช้โดยไม่แยกแยะเป้าหมาย อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ข้อเท็จจริงที่ยังต้องรอคำตอบ

สงครามอิสราเอล–ฮามาสทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 72,000 คนตามรายงานบางสำนัก แต่สำหรับผู้สูญหายอีกกว่า 2,800 ราย สาเหตุที่แท้จริงยังคงเป็นคำถามใหญ่

พวกเขา “ระเหย” จากอุณหภูมิและแรงอัดระดับสูง หรือยังคงอยู่ใต้ซากอาคารที่ยังไม่สามารถกู้ได้?

คำตอบอาจต้องรอการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์หลังสงครามสงบลง ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปได้อย่างชัดเจน 100%

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล