มันคืออะไร? โจฮัตสึ (Johatsu) ปรากฏการณ์คนญี่ปุ่น “ตั้งใจหายตัวจากสังคม”

มันคืออะไร? โจฮัตสึ (Johatsu) ปรากฏการณ์คนญี่ปุ่น “ตั้งใจหายตัวจากสังคม”

มันคืออะไร? โจฮัตสึ (Johatsu) ปรากฏการณ์คนญี่ปุ่น “ตั้งใจหายตัวจากสังคม”
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในสังคมญี่ปุ่นมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและชวนตั้งคำถามอย่างมาก เรียกว่า “โจฮัตสึ” (Johatsu) หรือ “คนที่ระเหยหายไป”

โจฮัตสึ หมายถึงบุคคลที่ตัดสินใจหายตัวออกจากชีวิตเดิมอย่างสมัครใจ ทิ้งครอบครัว งาน และตัวตนเดิมไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่ให้ใครติดตามพบ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนทั้งแรงกดดันทางสังคม วัฒนธรรม และโครงสร้างกฎหมายของญี่ปุ่นที่แตกต่างจากหลายประเทศ

แม้คำว่า โจฮัตสึ จะถูกพูดถึงมานานหลายทศวรรษ แต่ก็ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลก เนื่องจากจำนวนผู้สูญหายที่เกิดขึ้นทุกปีในญี่ปุ่นมีจำนวนมาก และบางส่วนสามารถหายไปได้จริงโดยไม่ทิ้งร่องรอย

บทความนี้จะพาไปรู้จักความหมาย สาเหตุ วิธีการ และสถิติการหายตัวในแต่ละปีของปรากฏการณ์โจฮัตสึอย่างละเอียด

 d62decb66e4572d044ba40c51ee1f

โจฮัตสึ (Johatsu) คืออะไร?

Johatsu เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลตรงตัวว่า “การระเหย” ใช้เรียกผู้ที่ตั้งใจหายตัวออกจากสังคมโดยสมัครใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่เปิดเผยตัวตน บุคคลเหล่านี้มักตัดขาดการติดต่อกับครอบครัว เพื่อน และสถานที่ทำงานเดิม

ปรากฏการณ์นี้เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 และเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อปัญหาหนี้สิน การว่างงาน และแรงกดดันทางสังคมเพิ่มสูงขึ้น

ในญี่ปุ่น การหายตัวของผู้ใหญ่โดยสมัครใจไม่ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย หากไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับให้บุคคลกลับบ้านหรือเปิดเผยตัวตนได้

 90

สาเหตุที่ทำให้คนญี่ปุ่นเลือก “หายตัว”

การตัดสินใจเป็นโจฮัตสึมักมีปัจจัยหลายด้านร่วมกัน โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. แรงกดดันจากการทำงาน

วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ชั่วโมงทำงานยาวนาน และความคาดหวังสูง ทำให้บางคนเลือกหนีจากความกดดันดังกล่าว

2. ปัญหาหนี้สินและการเงิน

ผู้ที่มีหนี้สินจำนวนมากหรือประสบความล้มเหลวทางธุรกิจอาจเลือกหายตัวเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้และเริ่มต้นใหม่

3. ปัญหาครอบครัวหรือความสัมพันธ์

ความขัดแย้งในครอบครัว การหย่าร้าง หรือความรุนแรงในครัวเรือน เป็นอีกเหตุผลสำคัญ

4. ความอับอายทางสังคม

สังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและภาพลักษณ์สูง ความล้มเหลวทางชีวิตจึงอาจนำไปสู่การหลีกหนีแทนการเผชิญหน้า

5. ปัญหาสุขภาพจิตและความเครียด

ความเครียดสะสม ภาวะซึมเศร้า หรือความรู้สึกหมดหวังเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจหายตัว

 johatsu_1_106557469e

ธุรกิจช่วย “หายตัว” มีอยู่จริงในญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นมีบริการที่เรียกว่า “Night Moving” หรือบริษัทช่วยย้ายบ้านตอนกลางคืน ซึ่งช่วยลูกค้าย้ายที่อยู่ เปลี่ยนตัวตน และตัดการติดต่อจากชีวิตเดิมอย่างเป็นความลับ บริการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่สะท้อนว่าปรากฏการณ์โจฮัตสึมีอยู่จริงในสังคม

สถิติผู้สูญหายในญี่ปุ่นรายปี

แม้จะมีภาพจำว่าคนญี่ปุ่นหายตัวจำนวนมาก แต่ข้อมูลจริงพบว่า ผู้สูญหายส่วนใหญ่ถูกพบตัวในเวลาต่อมา โดยสถิติจากหน่วยงานตำรวจญี่ปุ่นและงานวิจัยต่างๆระบุว่า ในแต่ละปีมีรายงานผู้สูญหายประมาณ 70,000–100,000 คน และกว่า 90% ถูกพบตัวในภายหลัง

ตัวอย่างสถิติผู้สูญหายที่มีรายงาน ได้แก่

  • 2015 – รายงานผู้สูญหาย 81,193 คน พบตัว 79,269 คน
  • 2016 – รายงานผู้สูญหาย 82,035 คน พบตัว 80,232 คน
  • 2017 – รายงานผู้สูญหาย 84,850 คน พบตัว 83,865 คน

ผู้สูญหายบางส่วนเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม เด็กหนีออกจากบ้าน หรือผู้ที่มีปัญหาส่วนตัว ขณะที่ผู้ที่หายตัวโดยสมัครใจอย่างโจฮัตสึมีเพียงส่วนหนึ่งของจำนวนทั้งหมด

 450_1000

กฎหมายและความเป็นส่วนตัวในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลสูง หากผู้ใหญ่หายตัวโดยสมัครใจและไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เจ้าหน้าที่มักไม่แทรกแซง ส่งผลให้ครอบครัวของผู้สูญหายมีข้อจำกัดในการติดตามตัว

โครงสร้างกฎหมายและวัฒนธรรมที่เคารพความเป็นส่วนตัวนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การหายตัวสามารถเกิดขึ้นได้จริง

โจฮัตสึสะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่น?

นักวิชาการมองว่าปรากฏการณ์โจฮัตสึสะท้อนแรงกดดันทางสังคม ความคาดหวังด้านความสำเร็จ และค่านิยมเรื่องเกียรติยศในสังคมญี่ปุ่น รวมถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ทำให้บางคนเลือกหลีกหนีแทนการเผชิญปัญหา

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษเพราะโครงสร้างทางสังคมและกฎหมายเอื้อต่อการหายตัวโดยสมัครใจมากกว่าหลายประเทศ

 johats

บทสรุป

โจฮัตสึ (Johatsu) คือปรากฏการณ์การหายตัวโดยสมัครใจของผู้คนในญี่ปุ่นที่มีรากฐานจากแรงกดดันทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม แม้แต่ละปีจะมีรายงานผู้สูญหายจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ถูกพบตัวในเวลาต่อมา ขณะที่ผู้ที่หายไปโดยตั้งใจยังคงเป็นประเด็นที่สะท้อนความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่

ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องลึกลับของคนหายตัว แต่ยังเป็นภาพสะท้อนปัญหาทางสังคม ความคาดหวัง และคุณภาพชีวิตที่ควรได้รับการทำความเข้าใจในระดับลึก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล