ชายดื่ม "ชาหนิดหนึ่ง" ทุกวัน หวังช่วยอาการเหนื่อยง่าย-มือเท้าเย็น 1 ปีต่อมา ผลที่ได้หมอยังอึ้ง!

แพทย์อึ้ง ผลตรวจสุขภาพชายวัย 48 เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังดื่ม “ชาขิง” ต่อเนื่อง 1 ปี
แพทย์ผู้ตรวจร่างกายถึงกับแปลกใจ เมื่อเห็นผลตรวจสุขภาพของชายวัยกลางคนรายหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ไม่ได้ใช้ยารักษาโรคเป็นพิเศษ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับนายจาง พนักงานออฟฟิศวัย 48 ปี ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งเคยมีปัญหาสุขภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมมานาน
นายจางใช้ชีวิตค่อนข้างเร่งรีบ มีกิจกรรมทางสังคมบ่อย และมักรู้สึกเหนื่อยง่าย รวมถึงมีอาการมือเท้าเย็นเป็นประจำ จนเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ลองดื่มชาขิงทุกวัน โดยอธิบายว่าเหมาะกับคนที่มีร่างกายเย็นหรือขาดพลังหยาง แม้ในตอนแรกจะไม่ค่อยเชื่อ แต่เขาก็ตัดสินใจลองทำตามอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นนิสัยยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม
หนึ่งปีต่อมา นายจางเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ ผลตรวจที่ออกมาทำให้แพทย์ประจำตัวซึ่งติดตามอาการเขามาหลายปีถึงกับเอ่ยปากชื่นชมว่า สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างน่าอิจฉา ทั้งระดับพลังงาน การไหลเวียนโลหิต และค่าต่าง ๆ ในร่างกายที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน จนเกิดคำถามว่า การดื่มชาขิงทุกวันส่งผลจริงหรือเป็นเพียงความบังเอิญ

ชาขิงมีดีแค่ไหน แพทย์อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ชาขิงไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค แต่มีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนประโยชน์ด้านสุขภาพ โดยการวิเคราะห์ของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดพบว่า ขิงมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น จิงเจอรอล น้ำมันหอมระเหย วิตามินบี 6 วิตามินซี และธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของร่างกาย
หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของขิงคือ การช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สารจิงเจอรอลสามารถช่วยขยายหลอดเลือดส่วนปลาย เพิ่มการไหลเวียนไปยังมือและเท้า ทำให้อุณหภูมิร่างกายบริเวณปลายแขนขาสูงขึ้น งานวิจัยระบุว่าการบริโภคสารสกัดขิงต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ สามารถเพิ่มอุณหภูมิของมือได้ประมาณ 11–15%
นอกจากนี้ ขิงยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ข้อมูลจากสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศจีน ปี 2023 ระบุว่า การรับประทานผงขิงวันละ 1.5–2 กรัม ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ สามารถลดคอเลสเตอรอลรวมได้มากกว่า 8% และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหารได้ดีขึ้น โดยเชื่อมโยงกับคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและการเพิ่มความไวต่ออินซูลิน
ในด้านภูมิคุ้มกัน สารโพลีฟีนอลและจิงเจอรอลในขิงอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 180 คน พบว่าผู้ที่ดื่มชาขิงต่อเนื่อง 6–8 สัปดาห์ มีอาการเหนื่อยล้าลดลง และรู้สึกมีพลังงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์สุขภาพ 3 ด้าน ที่เปลี่ยนไปหลังดื่มชาขิง 1 ปี
สำหรับนายจาง การดื่มชาขิงสดถ้วยเล็กวันละ 1–2 ครั้ง กลายเป็นกิจวัตรที่ส่งผลชัดเจน เริ่มจากอาการมือเท้าเย็นที่ดีขึ้น เขาไม่รู้สึกหนาวง่ายเหมือนก่อน และสามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้อย่างกระฉับกระเฉงมากขึ้น แพทย์ตรวจพบว่าอุณหภูมิผิวหนังบริเวณปลายแขนขาเพิ่มขึ้นถึง 1.9 องศาเซลเซียส
ผลตรวจเลือดยังพบว่าระดับคอเลสเตอรอลลดลงจาก 5.7 เหลือ 5.0 มิลลิโมลต่อลิตร ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ลดลงกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน แพทย์ประเมินว่าค่าดังกล่าวมีเสถียรภาพมากกว่าการใช้ยาบางชนิดเสียอีก
ด้านภูมิคุ้มกัน นายจางเล่าว่า จากเดิมที่มักเป็นหวัดทุกครั้งเมื่ออากาศเปลี่ยน ปีที่ผ่านมาเขามีอาการไอเพียงเล็กน้อยครั้งเดียว และไม่ป่วยในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดในชุมชน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ราว 13–18%
วิธีดื่มชาขิงให้ปลอดภัย ได้ผลจริง ไม่ทำร้ายร่างกาย
แม้ชาขิงจะมีประโยชน์ แต่แพทย์ย้ำว่าควรดื่มอย่างเหมาะสม ควรเลือกขิงสดที่ไม่เน่าเสีย หั่นบางเพียง 2–3 ชิ้น และไม่ควรบริโภคเกิน 5 กรัมต่อวัน เพราะอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การดื่มควรทำหลังอาหารเช้า และหลีกเลี่ยงการดื่มขณะท้องว่างหรือก่อนนอน
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ชาขิงเหมาะกับผู้ที่มีร่างกายเย็นหรือหยางพร่องเป็นหลัก ผู้ที่มีภาวะร้อนใน แผลในกระเพาะอาหาร หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรดื่มอย่างระมัดระวัง และปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ การเติมมะนาวหรือน้ำตาลทรายแดงสามารถเพิ่มรสชาติได้ แต่ควรควบคุมปริมาณ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือด
สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มชาขิงสัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง ครั้งละ 1–2 แก้วก็เพียงพอ การดูแลสุขภาพที่ดีควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าการหวังผลลัพธ์รวดเร็วในระยะสั้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี