ดื่มน้ำแล้วปวดฉี่ทันที vs หลายชั่วโมงไม่ปวดฉี่ แบบไหนผิดปกติเสี่ยงอันตราย?

ดื่มน้ำแล้วปวดฉี่ทันที vs หลายชั่วโมงไม่ปวดฉี่ แบบไหนผิดปกติเสี่ยงอันตราย?

ดื่มน้ำแล้วปวดฉี่ทันที vs หลายชั่วโมงไม่ปวดฉี่ แบบไหนผิดปกติเสี่ยงอันตราย?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดื่มน้ำแล้วปวดฉี่ทันที vs หลายชั่วโมงแทบไม่ปวดฉี่ แบบไหนอันตรายกว่ากัน?

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยและตั้งข้อสังเกตกับตัวเองหรือคนรอบข้างว่า ทำไมพฤติกรรมการปวดปัสสาวะหลังดื่มน้ำถึงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน บางคนดื่มน้ำเข้าไปเพียงไม่กี่อึดใจก็ต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ในขณะที่บางคนดื่มน้ำในปริมาณมากแต่กลับยังทำงานต่อได้ยาวๆ โดยไม่มีอาการปวดปัสสาวะเลย อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย หรือเป็นเพียงความแตกต่างทางกายภาพตามปกติกันแน่

กระบวนการเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นปัสสาวะ

โดยปกติแล้ว น้ำที่เราดื่มเข้าไปไม่ได้เปลี่ยนเป็นปัสสาวะในทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เมื่อเราดื่มน้ำ น้ำจะเริ่มถูกดูดซึมตั้งแต่ที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จากนั้นจะเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

เมื่อเลือดไหลผ่านไต ไตจะทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออก กลายเป็นน้ำปัสสาวะระยะแรก และถูกดูดซึมกลับอีกครั้งผ่านท่อไต จนเหลือเป็นน้ำปัสสาวะที่เข้มข้นไหลลงสู่กระเพาะปัสสาวะเพื่อรอการขับถ่าย โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ตั้งแต่เริ่มดื่มจนถึงขั้นผลิตเป็นปัสสาวะจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 40-50 นาที

ทำไมบางคน "ดื่มปุ๊บ ปวดปั๊บ" แต่อีกคนกลับกลั้นได้นาน

สาเหตุที่ความถี่ในการปวดปัสสาวะของแต่ละคนไม่เท่ากันนั้น มักเกิดจากปัจจัยทางกายภาพและพฤติกรรม ดังนี้

  • ความจุของกระเพาะปัสสาวะ: ขนาดของกระเพาะปัสสาวะแต่ละคนไม่เท่ากัน โดยปกติจะทนแรงดันน้ำได้ประมาณ 300-500 มิลลิลิตร หากใครมีความจุต่ำกว่าเกณฑ์ก็จะรู้สึกปวดบ่อยกว่าปกติ
  • ความไวของระบบประสาท: บางคนมีผนังกระเพาะปัสสาวะที่ไวต่อการกระตุ้น (Overactive Bladder) แม้มีน้ำเพียงเล็กน้อยก็ส่งสัญญาณไปที่สมองว่าต้องการถ่ายปัสสาวะแล้ว
  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม: หากอยู่ในห้องที่เปิดแอร์เย็นจัด หรือมีความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากดื่มน้ำตอนออกกำลังกาย น้ำจะถูกขับออกมาในรูปแบบของเหงื่อแทน ทำให้ความถี่ในการปัสสาวะลดลง
  • พฤติกรรมการดื่ม: การดื่มน้ำเร็วและปริมาณมากในคราวเดียว จะทำให้ร่างกายขับน้ำส่วนเกินออกมาเร็วขึ้น แตกต่างจากการจิบน้ำทีละนิด

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมและการสังเกตอาการผิดปกติ

ปริมาณน้ำที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ที่ทำงานปกติคือ 1,500 ถึง 1,700 มิลลิลิตรต่อวัน โดยควรจิบน้ำทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรรอให้รู้สึกกระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม เพราะนั่นคือสัญญาณว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว

แต่ถ้าดื่มน้ำมาก แต่ไม่ปวดปัสสาวะนาน หรือปัสสาวะน้อยผิดปกติ มีอาการบวม เหนื่อย เพลียอาจเกี่ยวข้องกับ ภาวะขาดน้ำแฝง, ไตทำงานผิดปกติ, ฮอร์โมน ADH ผิดสมดุล ดังนั้น “ไม่ปวดเลย” ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

นอกจากปริมาณน้ำแล้ว เรายังสามารถสังเกตความผิดปกติได้จากสีของปัสสาวะ ดังนี้

  1. สีเหลืองอ่อน: เป็นสีที่แสดงว่าสุขภาพปกติและร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
  2. สีเหลืองเข้ม: สัญญาณว่าดื่มน้ำน้อยเกินไปจนปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง
  3. สีขุ่นหรือมีเลือดปน: อาจเป็นสัญญาณของโรคไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

สรุปแล้ว การที่ดื่มน้ำแล้วปวดปัสสาวะเร็วหรือช้า มักไม่ใช่ความผิดปกติร้ายแรงหากไม่มีอาการเจ็บแสบหรือปัสสาวะกะปริดกะปรอยร่วมด้วย โดยทั่วไปการปัสสาวะวันละ 4-8 ครั้ง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและสะท้อนถึงระบบขับถ่ายที่ทำงานได้อย่างสมดุล

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล