"หมอยง" ชำแหละ "ไวรัสนิปาห์" เทียบความรุนแรงกับโควิด มีโอกาสระบาดในไทยแค่ไหน?

"หมอยง" ชำแหละ "ไวรัสนิปาห์" เทียบความรุนแรงกับโควิด มีโอกาสระบาดในไทยแค่ไหน?

"หมอยง" ชำแหละ "ไวรัสนิปาห์" เทียบความรุนแรงกับโควิด มีโอกาสระบาดในไทยแค่ไหน?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอยง วิเคราะห์ไวรัสนิปาห์ โอกาสระบาดแค่ไหน เทียบความรุนแรงโควิด พร้อมแนะวิธีป้องกัน คนไทยเลี่ยงผลไม้ดิบ–ของหวานไม่ผ่านการต้ม

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หรือ หมอยง ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคไวรัสนิปาห์ ผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan หลังมีรายงานพบผู้ป่วยในประเทศอินเดีย โดยย้ำว่าไวรัสชนิดนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคที่วงการแพทย์รู้จักและศึกษามานานเกือบ 30 ปี มีองค์ความรู้รองรับชัดเจน และการวินิจฉัยไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล

หมอยงอธิบายว่า อาการของโรคไวรัสนิปาห์โดยทั่วไปจะเริ่มจากไข้สูง หากเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เคยระบาดในประเทศมาเลเซีย ผู้ป่วยมักมีอาการสมองอักเสบเป็นหลัก แต่ในช่วงหลัง โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่พบในเอเชียใต้และอินเดีย อาการส่วนใหญ่จะรุนแรงทางระบบทางเดินหายใจและปอดอักเสบมากกว่า

ความแตกต่างที่สำคัญคือ สายพันธุ์ในเอเชียใต้ไม่มีสัตว์ตัวกลางอย่างหมูเหมือนกรณีมาเลเซีย แต่เป็นการรับเชื้อจากค้างคาวสู่คนโดยตรง ทั้งจากการสัมผัสหรือการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจากค้างคาวกินผลไม้

โอกาสแพร่กระจายต่ำ ไม่เกิดระบาดใหญ่แบบโควิด

ในด้านการแพร่ระบาด หมอยงระบุว่า ไวรัสนิปาห์มีอำนาจการกระจายโรคค่อนข้างต่ำ อยู่ในช่วงประมาณ 0.2–0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน จะสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้น้อยกว่า 1 คน ซึ่งแตกต่างจากไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ที่มีค่าการแพร่กระจายอยู่ราว 1.5–2

ด้วยเหตุนี้ หากอำนาจการกระจายโรคต่ำกว่า 1 จะไม่ก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ในวงกว้าง แต่จะพบการติดเชื้อเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เช่น ภายในครอบครัว หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเป็นหลัก

เตือนคนไทย ระวังอาหารดิบ–น้ำหวานไม่ผ่านการต้ม

หมอยงยังเตือนว่า การระบาดของไวรัสนิปาห์มักพบในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ เนื่องจากมีค้างคาวกินผลไม้ซึ่งเป็นแหล่งรังโรค โดยกรณีที่พบในอินเดียขณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากการรับเชื้อโดยตรงจากค้างคาว รวมถึงการบริโภคน้ำตาลจากอินทผาลัมที่ไม่ได้ผ่านการต้ม

ลักษณะดังกล่าวใกล้เคียงกับน้ำตาลสดจากต้นตาลหรือต้นมะพร้าวของไทย จึงถือเป็นข้อเตือนใจสำคัญว่า หากจะบริโภคน้ำตาลสดหรือของหวานจากธรรมชาติ ควรผ่านการต้มให้สุกก่อนทุกครั้ง

แนวทางป้องกันที่สำคัญในประเทศไทย

สำหรับมาตรการป้องกันในประเทศไทย หมอยงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ดิบ หรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะจากสัตว์ ควรล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน ไม่ดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ดิบที่อาจปนเปื้อนเชื้อจากค้างคาว พร้อมทั้งควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของค้างคาวไม่ให้ใกล้ชุมชน โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศ

ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขควรเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่า หรือเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงในเอเชียใต้

เน้นแยกผู้ป่วยเร็ว ลดความเสี่ยงแพร่เชื้อ

หมอยงยังเน้นย้ำถึงการป้องกันการแพร่เชื้อจากคนสู่คน โดยต้องแยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันที ใช้มาตรการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด ทั้ง Standard, Contact และ Droplet precautions รวมถึงให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม

พร้อมกันนี้ ระบบสาธารณสุขต้องเตรียมห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจยืนยันโรคได้ มีแนวทางสอบสวนและควบคุมโรคที่ชัดเจน รวมถึงสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความตื่นตระหนก แต่ยังคงเน้นพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง

  1. Facebook หมอยง ภู่วรวรรณ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล