วิธีสังเกตอาการ "ไวรัสนิปาห์" ร่างกายส่งสัญญาณเตือนอย่างไรถ้าเราติดเชื้อ?

เช็กด่วน! 3 ระยะอาการไวรัสนิปาห์ ภัยร้ายจากสัตว์สู่คน ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
นาทีนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์ในประเทศอินเดีย (โดยเฉพาะรัฐเกรละและเบงกอลตะวันตก) หลังมีการพบผู้ติดเชื้อ "ไวรัสนิปาห์" และมีรายงานผู้เสียชีวิต จนต้องมีการสั่งกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงนับร้อยคน ความน่ากลัวของไวรัสชนิดนี้คือ อัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 40-75% และที่สำคัญคือ "ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน"
แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีรายงานผู้ป่วย (ข้อมูล ณ มกราคม 2569) แต่ด้วยความที่เป็นโรคติดต่ออันตรายที่แพร่จากสัตว์ (ค้างคาวแม่ไก่) สู่คนได้ง่าย การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดคือการ "สังเกตอาการให้เป็น" เพื่อรักษาได้ทันท่วงทีครับ
โรคไวรัสนิปาห์ คืออะไร?
โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จัดเป็น โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) โดยมีพาหะหลักคือ "ค้างคาวแม่ไก่" และยังเป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก
สาเหตุและการแพร่เชื้อ
เชื้อไวรัสชนิดนี้มีวงจรการแพร่กระจายที่น่าสนใจและต้องระวัง ดังนี้:
- จากค้างคาวสู่สัตว์อื่น: สัตว์พาหะ เช่น หมู ม้า แมว หรือแพะ ได้รับเชื้อจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของค้างคาว
- จากสัตว์สู่คน: คนได้รับเชื้อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ
- จากคนสู่คน: สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น เลือด หรือน้ำลาย
วิธีสังเกตอาการ "ไวรัสนิปาห์"
การติดเชื้อไวรัสนิปาห์มีความน่ากลัวตรงที่อาการเริ่มต้นอาจดูเหมือนโรคทั่วไป แต่สามารถพัฒนาไปสู่สภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว โดยมีลำดับอาการที่ต้องเฝ้าสังเกตดังนี้ครับ:
1. ระยะเริ่มต้น (คล้ายไข้หวัดใหญ่)
หากคุณมีประวัติสัมผัสสัตว์หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และมีอาการเหล่านี้ในช่วงแรก อย่าชะล่าใจ:
- มีไข้สูง ตัวร้อนจัด
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย
- มีอาการไอ เจ็บคอ (คล้ายไข้หวัดทั่วไป)
2. ระยะรุนแรง (ระบบทางเดินหายใจ)
เมื่อเชื้อเริ่มส่งผลต่ออวัยวะภายใน อาการจะเด่นชัดขึ้นที่ระบบทางเดินหายใจ:
- ปอดบวม
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือรู้สึกแน่นหน้าอก
และหลังจากระยะนี้ ตัวไวรัสก็จะทำให้สมองเกิดการอักเสบ และส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้
"ไวรัสนิปาห์" ป้องกันอย่างไร?
เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้:
- ล้างมือบ่อยๆ: ฟอกสบู่ทุกครั้งหลังจากสัมผัสสัตว์
- เลือกกินผลไม้ที่สะอาด: หลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น หรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์
- เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย: ไม่ควรสัมผัสสัตว์ที่ดูผิดปกติหรือตายโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
สุดท้ายนี้ แม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่การ 'ไม่ประมาท' คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ หากใครที่มีอาการสงสัยหรือเพิ่งกลับจากพื้นที่เสี่ยง อย่ารอช้าที่จะไปพบแพทย์เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนที่คุณรักนะครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

