คาปูชิโน vs ลาเต้ กาแฟนมยอดฮิต ต่างกันอย่างไร? เทียบประโยชน์ต่อสุขภาพ

คาปูชิโน vs ลาเต้ กาแฟนมยอดฮิต ต่างกันอย่างไร? เทียบประโยชน์ต่อสุขภาพ เลือกดื่มอะไรดี
กาแฟคาปูชิโนและลาเต้ต่างเป็นเครื่องดื่มที่มีพื้นฐานมาจากเอสเปรสโซเหมือนกัน และให้ปริมาณกาเฟอีนที่ใกล้เคียงกันสำหรับการเริ่มต้นเช้าวันใหม่หรือเติมพลังยามบ่าย แต่ลึกลงไปแล้ว กาแฟแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน ทั้งในด้านการเตรียม การนำเสนอ และรสชาติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลจากสถาบันกาแฟชั้นนำ ระบุว่าความแตกต่างหลักของกาแฟทั้งสองชนิดนี้อยู่ที่ "สัดส่วนของส่วนผสม" และ "เนื้อสัมผัสของนม"
สัดส่วนส่วนผสม: หัวใจที่ทำให้รสชาติแตกต่าง
แม้ว่าทั้งสองเมนูจะเริ่มต้นด้วยเอสเปรสโซ 1 ช็อตเท่ากัน แต่วิธีการเติมน้ำนมคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กาแฟถ้วยหนึ่งมีความเข้มข้น และอีกถ้วยหนึ่งมีความนุ่มนวล
1. คาปูชิโน (Cappuccino): สมดุล 3 ชั้น
คาปูชิโนเปรียบเสมือนเค้ก 3 ชั้นที่มีสัดส่วนเท่ากันอย่างลงตัวในอัตราส่วน 1:1:1 ดังนี้:
- ชั้นล่างสุด: เอสเปรสโซ 1 ช็อต
- ชั้นกลาง: นมร้อน (Steamed Milk) ในปริมาณที่เท่ากัน
- ชั้นบนสุด: ฟองนม (Frothed Milk) หนาแน่นในปริมาณที่เท่ากัน
คาปูชิโน
ผลลัพธ์คือรสชาติกาแฟที่ยังคงความเข้มข้นชัดเจน แต่ถูกเคลือบด้วยความมันวาวของนมและความฟูเบาของฟองนมในทุกจิบ คาปูชิโนมักเสิร์ฟในถ้วยขนาดเล็ก (150-180 มล.) เพื่อรักษาความสมดุลของชั้นกาแฟ
2. ลาเต้ (Latte): ความนุ่มนวลของนม
ลาเต้จะเน้นปริมาณนมที่มากกว่า เพื่อสร้างรสสัมผัสที่ดื่มง่ายและกลมกล่อม:
- ส่วนผสม: เอสเปรสโซ 1 ส่วน ต่อ นมร้อนถึง 3 ส่วน
- การปิดท้าย: ท็อปด้วยฟองนมเพียงบาง ๆ เพื่อให้เกิดเนื้อสัมผัสครีมมี่ที่ริมฝีปาก
หากคุณไม่ชอบกาแฟที่รสชาติเข้มข้นเกินไป ลาเต้คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ลาเต้มักเสิร์ฟในแก้วทรงสูงหรือถ้วยขนาดใหญ่ (240-300 มล.) เพื่อรองรับปริมาณนมที่มากกว่า

เนื้อสัมผัสและการเตรียม (Milk Texture & Preparation)
ผู้เชี่ยวชาญด้านบาริสต้า อธิบายว่าความรู้สึกเมื่อกาแฟสัมผัสลิ้นนั้นขึ้นอยู่กับการ "สตรีมนม":
- คาปูชิโน: นมจะถูกตีจนเกิดฟองที่หนาและเต็มไปด้วยอากาศ (Airy Foam) ทำให้รู้สึกถึงความรุ่มรวยและนุ่มฟู
- ลาเต้: เน้นนมร้อนที่เนียนละเอียด ผสมรวมกับเอสเปรสโซโดยตรง ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มดุจกำมะหยี่
ย้อนรอยประวัติศาสตร์
ต้นกำเนิดของกาแฟทั้งสองชนิดหยั่งรากลึกมานานหลายศตวรรษ:
- คาปูชิโน: มีที่มาจากเครื่องดื่ม "Kapuziner" ในออสเตรียช่วงปี 1700 ซึ่งเป็นกาแฟผสมครีมและน้ำตาลจนมีสีน้ำตาลคล้ายจีวรของนักบวชคณะคาปูชิน ส่วนคาปูชิโนสมัยใหม่ที่เป็นเอสเปรสโซผสมฟองนมนั้นเริ่มปรากฏตัวในช่วงปี 1930 ในอิตาลีตอนเหนือ
- ลาเต้: คำว่า "Caffe e Latte" เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า "กาแฟและนม" ปรากฏครั้งแรกในงานเขียนภาษาอังกฤษในปี 1867 แต่ความนิยมของลาเต้สมัยใหม่เกิดขึ้นได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องชงเอสเปรสโซและการสตรีมนมที่สมบูรณ์แบบในเวลาต่อมา
เปรียบเทียบประโยชน์และพลังงาน: แบบไหนเหมาะกับคุณ?
ในด้านของสุขภาพ ทั้งสองเมนูให้คุณประโยชน์ที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่อาจมีความแตกต่างเล็กน้อยในเรื่องของแคลอรี่:
- ปริมาณแคลอรี่: โดยประมาณแล้ว ลาเต้จะมีพลังงานสูงกว่า (130-170 แคลอรี่) เนื่องด้วยปริมาณนมที่มาก ขณะที่คาปูชิโนจะมีพลังงานน้อยกว่า (80-120 แคลอรี่) เนื่องจากฟองนมช่วยเพิ่มปริมาตรโดยไม่เพิ่มแคลอรี่มากนัก
- การเติมรสชาติ: ลาเต้ในปัจจุบันมักนิยมผสมไซรัป เช่น คาราเมล, มอคค่า หรือวานิลลา ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำตาลและแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น
- สารอาหาร: ทั้งสองเมนูให้แคลเซียมและโปรตีนจากนมเหมือนกัน แต่ลาเต้จะให้ปริมาณที่สูงกว่าตามสัดส่วนของนมที่ใช้ ส่วนคาเฟอีน โดยปกติแล้วทั้งสองเมนูใช้เอสเปรสโซ 1-2 ช็อตเท่ากัน จึงให้ปริมาณคาเฟอีนที่ใกล้เคียงกัน ช่วยกระตุ้นการตื่นตัวและระบบเผาผลาญ
บทสรุป: เลือกแก้วที่ใช่ในสไตล์คุณ
หากคุณชอบกาแฟที่ดื่มง่าย มีความนุ่มละมุนของนมเป็นหลัก ลาเต้ คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่ถ้าคุณต้องการสัมผัสรสชาติกาแฟที่เข้มข้นพร้อมฟองนมนุ่มฟู คาปูชิโน คือคำตอบสุดท้าย ไม่ว่าคุณจะเลือกเมนูไหน กาแฟทั้งสองชนิดนี้ต่างก็เป็นเครื่องดื่มที่สร้างความสุขให้กับผู้ที่ได้ลิ้มลองเสมอ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


