ดื่ม "ชาเย็น" ทุกวัน อาจทำให้เป็น "นิ่วในไต" ได้จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

ดื่ม "ชาเย็น" ทุกวัน อาจทำให้เป็น "นิ่วในไต" ได้จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

ดื่ม "ชาเย็น" ทุกวัน อาจทำให้เป็น "นิ่วในไต" ได้จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

Fact Check: ดื่ม "ชาเย็น" บ่อยๆ หรือทุกวัน ทำให้เป็น "นิ่วในไต" ได้จริงหรือไม่? ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นี่

ในโลกออนไลน์และกลุ่มคนรักสุขภาพมีการแชร์ข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับเครื่องดื่มยอดฮิตของคนไทยอย่าง "ชาเย็น" โดยระบุว่าหากดื่มติดต่อกันเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายจนถึงขั้นเป็น "นิ่วในไต" เนื่องจากมีสารตกค้าง สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคเป็นวงกว้าง กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อมูลทางโภชนาการและการแพทย์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แล้ว

คำถาม

การดื่มชาเย็นบ่อยๆหรือทุกวัน ทำให้เป็นนิ่วในไตได้จริงหรือไม่ และสาเหตุเกิดจากกรดออกซาลิกในใบชาใช่หรือไม่?

การตรวจสอบ

จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์และหลักโภชนาการ กองบรรณาธิการ Sanook News พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีพื้นฐานความเป็นจริง โดยมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ดังนี้

ในใบชา โดยเฉพาะชาที่เข้มข้นอย่างชาดำหรือชาไทยที่นิยมนำมาทำเป็นชาเย็น มีสารตามธรรมชาติที่ชื่อว่า "กรดออกซาลิก" (Oxalic Acid) หรือ สารออกซาเลต (Oxalate) อยู่ในปริมาณสูง เมื่อสารนี้เข้าสู่ร่างกายและถูกขับออกทางปัสสาวะ จะสามารถทำปฏิกิริยาจับตัวกับ "แคลเซียม" ก่อให้เกิดผลึกแข็งที่เรียกว่า "นิ่วแคลเซียมออกซาเลต" (Calcium Oxalate Stones) ซึ่งเป็นชนิดของนิ่วในไตที่พบได้บ่อยที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นหากผู้บริโภคดื่มชาที่มีความเข้มข้นสูงเป็นประจำ และ "ดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ" ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงจนสารออกซาเลตตกตะกอนจับตัวเป็นก้อนนิ่วอุดตันในท่อไตได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณน้ำตาลที่สูงในชาเย็นยังส่งผลทางอ้อมต่อระบบการทำงานของไตและการขับถ่ายของเสียอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลิกดื่มโดยสิ้นเชิง แต่คือการเดินทางสายกลาง การดื่มชาเย็นสามารถทำได้ แต่ควรเว้นระยะห่าง ลดความหวาน และต้องดื่มน้ำเปล่าสะอาดตามในปริมาณที่มากพอเพื่อช่วยเจือจางและขับสารออกซาเลตออกจากร่างกาย

ข้อเท็จจริง

ข้อมูลนี้เป็นความจริง การดื่มชาเย็นเป็นประจำมีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้จริง เนื่องจากการสะสมของสารออกซาเลตจากใบชา แพทย์แนะนำให้ปรับพฤติกรรมโดยการลดความถี่ในการดื่ม ไม่ดื่มชาที่เข้มข้นหรือหวานจัดเกินไป และควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อวันเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก 

  1. สาสุข ชัวร์ โดยกรมอนามัย
  2. โรงพยาบาลยันฮี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล