ดวงตาบอกปัญหา "ตับ" เช็ก 5 สัญญาณเตือนภัย เจอแบบนี้รีบไปพบแพทย์ด่วน

ดวงตาบอกปัญหา "ตับ" เช็ก 5 สัญญาณเตือนภัย เจอแบบนี้รีบไปพบแพทย์ด่วน

ดวงตาบอกปัญหา "ตับ" เช็ก 5 สัญญาณเตือนภัย เจอแบบนี้รีบไปพบแพทย์ด่วน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สัญญาณเตือน "ตับไม่ดี" ดูได้จากดวงตาและเล็บ พร้อม 5 พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายตับ

ตับ เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดและพลังงานในร่างกาย หากตับทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนผ่านส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะดวงตา ซึ่งเราสามารถสังเกตความผิดปกติเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองเพื่อให้รู้เท่าทันปัญหาสุขภาพก่อนจะลุกลาม

1) ตาขาวเหลือง (ตาเหลือง) สัญญาณเด่นที่ควรระวัง

อาการ ตาขาวมีสีเหลือง หรือที่เรียกว่า “ดีซ่าน” (Jaundice) เป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เมื่อร่างกายมีระดับ บิลิรูบิน (bilirubin) สูงผิดปกติ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับหรือท่อน้ำดีผิดปกติได้ เมื่อสังเกตเห็นตาเหลืองชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะอาจเป็นสัญญาณโรคตับที่ต้องตรวจเพิ่มเติมค่ะ

2) เปลือกตาบวม หน้าบวมรอบดวงตา อาจเกี่ยวกับการคั่งของของเหลว

บางคนมีอาการ เปลือกตาบวม หรือบวมรอบดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การนอนน้อย ภูมิแพ้ หรือกินเค็ม แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ร่างกายคั่งน้ำหรือโปรตีนในเลือดต่ำ ซึ่งพบได้ในโรคตับบางชนิด หากบวมบ่อย บวมมากขึ้น หรือมีอาการร่วมอื่น ๆ ควรสังเกตอย่างใกล้ชิดค่ะ

3) คันตา ระคายเคืองตา หรือแสบตาแบบไม่ทราบสาเหตุ

อาการ คันตา อาจดูเหมือนเรื่องเล็กและมักถูกเข้าใจว่าเป็นภูมิแพ้ แต่ในบางกรณีอาการคันตามร่างกาย (รวมถึงรอบดวงตา) อาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำดีในร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับท่อน้ำดี หากคันเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน และยิ่งคันมากช่วงกลางคืน ควรพิจารณาตรวจสุขภาพเพิ่มเติมค่ะ

4) ตาแห้ง ตาล้า มองไม่ชัด อาจมาจากภาวะขาดสารอาหารบางชนิด

เมื่อการทำงานของตับผิดปกติ อาจส่งผลต่อการดูดซึมและการเผาผลาญสารอาหารบางชนิดได้ ทำให้เกิดอาการ ตาแห้ง แสบตา หรือมองเห็นไม่คมชัด โดยเฉพาะหากมีภาวะขาดวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น เช่น วิตามินเอ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการจ้องจอนานหรือพักผ่อนไม่พอได้เช่นกัน จึงควรดูภาพรวมของอาการร่วมด้วยค่ะ

5) เส้นเลือดฝอยที่ตาเด่นผิดปกติ หรือรอบตาดูคล้ำผิดปกติ

บางคนสังเกตว่ารอบตาคล้ำลงหรือดูโทรมผิดปกติ รวมถึงเส้นเลือดฝอยบริเวณตาดูเด่นขึ้น แม้ไม่ใช่อาการจำเพาะของโรคตับโดยตรง แต่หากเกิดร่วมกับความอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือปัสสาวะสีเข้ม ก็อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีปัญหาที่ควรตรวจเช็ก โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือเคยเป็นไวรัสตับอักเสบค่ะ

  

อาการร่วมที่ควรสังเกตคู่กับ “สัญญาณโรคตับ สังเกตที่ดวงตา”

เพื่อให้ประเมินได้แม่นยำขึ้น ลองสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะมักพบในโรคตับหลายชนิดค่ะ

  • ผิวเหลือง หรือคันตามตัว
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง
  • จุกเสียดชายโครงขวา หรือปวดท้องด้านขวาบน
  • เล็บ หากเล็บมีสีขาวซีด เปราะบาง หรืออ่อนนุ่ม บ่งบอกถึงภาวะเลือดในตับไม่เพียงพอ 

ควรพบแพทย์เมื่อไร

หากคุณมี ตาเหลือง อย่างชัดเจน หรือมีอาการบวม คัน และอ่อนเพลียร่วมกันนานเกิน 1–2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติไวรัสตับอักเสบ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง เพราะการตรวจเร็วช่วยให้รักษาได้ทันและลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน

5 พฤติกรรมทำร้ายตับที่ต้องระวัง

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่หลายคนมองข้าม อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งตับได้:

  1. นอนดึก: การอดนอนทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงตับลดลง ส่งผลให้การขับพิษของตับด้อยประสิทธิภาพ
  2. ใช้ยาเกินความจำเป็น: การกินยาบำรุงตับหรืออาหารเสริมมากเกินไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้ กลับกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น
  3. ดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์กว่า 90% ถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ และตับแข็ง
  4. สารอาหารเกิน (Obesity): การกินดีอยู่ดีเกินไปทำให้ไขมันสะสมในเซลล์ตับ หากมีปริมาณไขมันเกิน 10% จะเข้าสู่ภาวะไขมันพอกตับ
  5. อาหารเชื้อรา: อะฟลาท็อกซินในอาหารที่ขึ้นราหรือตะเกียบไม้เก่าๆ มีพิษร้ายแรงกว่าสารหนูถึง 68 เท่า และเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งตับ

สัญญาณโรคตับ สังเกตที่ดวงตาได้จริง อย่ามองข้าม

สัญญาณโรคตับ สังเกตที่ดวงตา ได้จากอาการสำคัญอย่างตาเหลือง เปลือกตาบวม คันตา และอาการผิดปกติรอบดวงตาอื่น ๆ แม้บางอาการอาจเกิดจากสาเหตุทั่วไป แต่หากเกิดซ้ำหรือมีอาการร่วม เช่น อ่อนเพลีย ปัสสาวะเข้ม หรือผิวเหลือง ควรรีบตรวจสุขภาพเพื่อความปลอดภัย การดูแลตับตั้งแต่เนิ่น ๆ คือการป้องกันปัญหาใหญ่ในระยะยาว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล