ดวงตาบอกปัญหา "ตับ" เช็ก 5 สัญญาณเตือนภัย เจอแบบนี้รีบไปพบแพทย์ด่วน

สัญญาณเตือน "ตับไม่ดี" ดูได้จากดวงตาและเล็บ พร้อม 5 พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายตับ
ตับ เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดและพลังงานในร่างกาย หากตับทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนผ่านส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะดวงตา ซึ่งเราสามารถสังเกตความผิดปกติเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองเพื่อให้รู้เท่าทันปัญหาสุขภาพก่อนจะลุกลาม
1) ตาขาวเหลือง (ตาเหลือง) สัญญาณเด่นที่ควรระวัง
อาการ ตาขาวมีสีเหลือง หรือที่เรียกว่า “ดีซ่าน” (Jaundice) เป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เมื่อร่างกายมีระดับ บิลิรูบิน (bilirubin) สูงผิดปกติ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับหรือท่อน้ำดีผิดปกติได้ เมื่อสังเกตเห็นตาเหลืองชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะอาจเป็นสัญญาณโรคตับที่ต้องตรวจเพิ่มเติมค่ะ
2) เปลือกตาบวม หน้าบวมรอบดวงตา อาจเกี่ยวกับการคั่งของของเหลว
บางคนมีอาการ เปลือกตาบวม หรือบวมรอบดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การนอนน้อย ภูมิแพ้ หรือกินเค็ม แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ร่างกายคั่งน้ำหรือโปรตีนในเลือดต่ำ ซึ่งพบได้ในโรคตับบางชนิด หากบวมบ่อย บวมมากขึ้น หรือมีอาการร่วมอื่น ๆ ควรสังเกตอย่างใกล้ชิดค่ะ
3) คันตา ระคายเคืองตา หรือแสบตาแบบไม่ทราบสาเหตุ
อาการ คันตา อาจดูเหมือนเรื่องเล็กและมักถูกเข้าใจว่าเป็นภูมิแพ้ แต่ในบางกรณีอาการคันตามร่างกาย (รวมถึงรอบดวงตา) อาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำดีในร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับท่อน้ำดี หากคันเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน และยิ่งคันมากช่วงกลางคืน ควรพิจารณาตรวจสุขภาพเพิ่มเติมค่ะ
4) ตาแห้ง ตาล้า มองไม่ชัด อาจมาจากภาวะขาดสารอาหารบางชนิด
เมื่อการทำงานของตับผิดปกติ อาจส่งผลต่อการดูดซึมและการเผาผลาญสารอาหารบางชนิดได้ ทำให้เกิดอาการ ตาแห้ง แสบตา หรือมองเห็นไม่คมชัด โดยเฉพาะหากมีภาวะขาดวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น เช่น วิตามินเอ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการจ้องจอนานหรือพักผ่อนไม่พอได้เช่นกัน จึงควรดูภาพรวมของอาการร่วมด้วยค่ะ
5) เส้นเลือดฝอยที่ตาเด่นผิดปกติ หรือรอบตาดูคล้ำผิดปกติ
บางคนสังเกตว่ารอบตาคล้ำลงหรือดูโทรมผิดปกติ รวมถึงเส้นเลือดฝอยบริเวณตาดูเด่นขึ้น แม้ไม่ใช่อาการจำเพาะของโรคตับโดยตรง แต่หากเกิดร่วมกับความอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือปัสสาวะสีเข้ม ก็อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีปัญหาที่ควรตรวจเช็ก โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือเคยเป็นไวรัสตับอักเสบค่ะ
อาการร่วมที่ควรสังเกตคู่กับ “สัญญาณโรคตับ สังเกตที่ดวงตา”
เพื่อให้ประเมินได้แม่นยำขึ้น ลองสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะมักพบในโรคตับหลายชนิดค่ะ
- ผิวเหลือง หรือคันตามตัว
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง
- จุกเสียดชายโครงขวา หรือปวดท้องด้านขวาบน
- เล็บ หากเล็บมีสีขาวซีด เปราะบาง หรืออ่อนนุ่ม บ่งบอกถึงภาวะเลือดในตับไม่เพียงพอ
ควรพบแพทย์เมื่อไร
หากคุณมี ตาเหลือง อย่างชัดเจน หรือมีอาการบวม คัน และอ่อนเพลียร่วมกันนานเกิน 1–2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและประเมินการทำงานของตับอย่างละเอียด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติไวรัสตับอักเสบ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง เพราะการตรวจเร็วช่วยให้รักษาได้ทันและลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน
5 พฤติกรรมทำร้ายตับที่ต้องระวัง
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่หลายคนมองข้าม อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งตับได้:
- นอนดึก: การอดนอนทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงตับลดลง ส่งผลให้การขับพิษของตับด้อยประสิทธิภาพ
- ใช้ยาเกินความจำเป็น: การกินยาบำรุงตับหรืออาหารเสริมมากเกินไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้ กลับกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น
- ดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์กว่า 90% ถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ และตับแข็ง
- สารอาหารเกิน (Obesity): การกินดีอยู่ดีเกินไปทำให้ไขมันสะสมในเซลล์ตับ หากมีปริมาณไขมันเกิน 10% จะเข้าสู่ภาวะไขมันพอกตับ
- อาหารเชื้อรา: อะฟลาท็อกซินในอาหารที่ขึ้นราหรือตะเกียบไม้เก่าๆ มีพิษร้ายแรงกว่าสารหนูถึง 68 เท่า และเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งตับ
สัญญาณโรคตับ สังเกตที่ดวงตาได้จริง อย่ามองข้าม
สัญญาณโรคตับ สังเกตที่ดวงตา ได้จากอาการสำคัญอย่างตาเหลือง เปลือกตาบวม คันตา และอาการผิดปกติรอบดวงตาอื่น ๆ แม้บางอาการอาจเกิดจากสาเหตุทั่วไป แต่หากเกิดซ้ำหรือมีอาการร่วม เช่น อ่อนเพลีย ปัสสาวะเข้ม หรือผิวเหลือง ควรรีบตรวจสุขภาพเพื่อความปลอดภัย การดูแลตับตั้งแต่เนิ่น ๆ คือการป้องกันปัญหาใหญ่ในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


