เตือนปี 2026! เมื่อ AI ราคาถูกกว่าคน 95% เช็กด่วน 4 สายงานเสี่ยง "ปลิว" เป็นกลุ่มแรก

เตือนปี 2026! เมื่อ AI ราคาถูกกว่าคน 95% เช็กด่วน 4 สายงานเสี่ยง "ปลิว" เป็นกลุ่มแรก

เตือนปี 2026! เมื่อ AI ราคาถูกกว่าคน 95% เช็กด่วน 4 สายงานเสี่ยง "ปลิว" เป็นกลุ่มแรก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม? ปี 2026 AI แย่งงานแน่ 95% ไม่ใช่แค่ขู่ เผยทักษะเดียวที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ ทางรอดมนุษย์เงินเดือน!!

ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีแห่งความหวังของมนุษย์เงินเดือนทุกคน เมื่อรายงานล่าสุดจากยักษ์ใหญ่ทางการเงินอย่าง "โกลด์แมน แซคส์" (Goldman Sachs) ทำเอาตลาดแรงงานทั่วโลกต้องสะดุ้งตื่น เพราะนี่คือปีที่ถูกปักหมุดว่าจะเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญ ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ในหลายตำแหน่ง สาเหตุเดียวสั้นๆ คือ... "มันถูกกว่าเรามหาศาล"

ทำไมต้องปี 2026? และทำไมต้องกลัว?

เหตุผลหลักที่การเลิกจ้างครั้งใหญ่ระลอกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น ไม่ใช่เพราะ AI ฉลาดกว่าเราจนเทียบไม่ติด แต่เป็นเรื่องของ "ต้นทุน" ล้วนๆ ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบัน AI ประเภท Generative AI มีต้นทุนการใช้งานเพียง 5-10% เมื่อเทียบกับค่าจ้างแรงงานมนุษย์

พูดง่ายๆ คือ ถ้าจ้างคนต้องจ่าย 100 บาท จ้าง AI อาจจ่ายแค่ 5 บาทเท่านั้น ในยุคที่ธุรกิจต้องรัดเข็มขัดเพื่อสร้างกำไรสูงสุด ความสามารถในการ "ประหยัดต้นทุน" จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารเลือกก่อนความเห็นอกเห็นใจ และกระบวนการนี้จะไม่ใช่การไล่ออกตูมเดียวหมด แต่จะเป็นการค่อยๆ บีบให้คนออกแล้วเอาซอฟต์แวร์มาเสียบแทน เหมือนกับการเปลี่ยนจากไขควงเป็นสว่านไฟฟ้า

เช็กด่วน! 4 อาชีพกลุ่มเสี่ยงที่จะโดน "อัลกอริทึม" แย่งงานก่อนใคร

งานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ มีกฎตายตัว และป้อนคำสั่งได้ (Programmable) คือกลุ่มแรกที่จะหายไป ดังนี้:

1. พนักงานรับสายลูกค้า (Call Center)

ยุคของ Call Center แบบเดิมกำลังจะจบลง เพราะ AI จดจำเสียงและวิเคราะห์ความต้องการลูกค้าได้แม่นยำถึง 95% มีการประเมินว่าทีม AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 8 (AI 1 ระบบ แทนคนได้ 8 คน) ช่วยลดต้นทุนได้ถึง 20 เท่า ปี 2026 จึงถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นจุดพีคของการปิดตัวศูนย์ Call Center แบบดั้งเดิม

2. พนักงานบัญชีเบื้องต้น

งานเอกสารพื้นฐาน เช่น การสแกนบิล, ออกใบวางบิล หรือกระทบยอดภาษี ซอฟต์แวร์ทำได้หมดแล้ว โมเดลการทำงานใหม่จะเหลือแค่ "1 นักบัญชี + 1 โปรแกรม" ทำให้นักบัญชีระดับปฏิบัติการหรือเด็กจบใหม่มีความต้องการลดลงเฉลี่ย 10-15% ทุกปี

3. ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ (QC) ในโรงงาน

กล้อง AI ในปัจจุบันมีอัตราความผิดพลาดต่ำกว่า 0.5% กล้องตัวเดียวสามารถแทนพนักงาน QC ที่ต้องใช้สายตาจ้องมองได้ถึง 6 คน แถมยังคืนทุนค่าติดตั้งได้ภายใน 8 เดือน ไม่แปลกที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอาหารจะเปลี่ยนไปใช้ระบบนี้เกือบหมด

4. งานตรวจสอบกฎหมายเบื้องต้น (Junior Lawyer)

ภาพทนายฝึกหัดที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งอ่านเอกสารโต้รุ่งจะหายไป เพราะ AI สามารถสแกนและตรวจสอบสัญญา 200 หน้า ได้ในเวลาเพียง 30 วินาที แม้จะดูเหมือนดีที่คนไม่ต้องทำงานหนัก แต่ก็แปลว่าสำนักงานกฎหมายจะรับเด็กจบใหม่น้อยลงอย่างน่าใจหาย

ทางรอด: อย่าแข่งจำ ให้แข่ง "สกิล"

แม้ฟังดูน่ากลัว แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า "การถูกแทนที่ด้วยอัลกอริทึม" ไม่ได้แปลว่าจะตกงานทันที แต่มันคือการ "รีเซ็ตทักษะ" ครั้งใหญ่ สิ่งที่มนุษย์ยังชนะขาดคือ วิจารณญาณ (Judgment), การสื่อสารที่ซับซ้อน และความคิดสร้างสรรค์

"อย่าพยายามแข่งกับ AI เรื่องความจำหรือความเร็ว แต่จงใช้เวลาแค่ 30 ชั่วโมงต่อปี เพื่อเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะก้าวพ้นจากโซนอันตรายได้"

อาชีพดาวรุ่งในยุค AI ครองเมือง

  • ผู้ฝึกสอนและปรับแต่งโมเดล AI (AI Trainer)
  • ผู้ดูแลและติดป้ายกำกับข้อมูล (Data Labeling)
  • ผู้ตรวจสอบระบบจริยธรรม AI (AI Auditor)
  • นักออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ (HCI Design)

สรุปแล้ว ปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งหายนะ แต่เป็นปีแห่งการคัดกรอง ใครที่ปรับตัว เปลี่ยนจาก "คนทำงานตามสั่ง" มาเป็น "คนคุมเครื่องมือ" ก็จะรอดและรุ่งเรือง ส่วนใครที่ยังยึดติดกับทักษะเดิมๆ ก็อาจต้องเหนื่อยหน่อยในสมรภูมินี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล