เอะใจ สะใภ้ "ซักผ้าปูที่นอนทุกวัน" ทั้งที่ผัวไม่อยู่ แอบไขห้องดูรู้เหตุผล ละอายจนต้องย้ายหนี!

เอะใจ สะใภ้ "ซักผ้าปูที่นอนทุกวัน" ทั้งที่ผัวไม่อยู่ แอบไขห้องดูรู้เหตุผล ละอายจนต้องย้ายหนี!

เอะใจ สะใภ้ "ซักผ้าปูที่นอนทุกวัน" ทั้งที่ผัวไม่อยู่ แอบไขห้องดูรู้เหตุผล ละอายจนต้องย้ายหนี!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ลูกชายไปทำงานต่างจังหวัด ลูกสะใภ้ "ซักผ้าปูที่นอนทุกวัน" แม่ผัวสงสัยแอบเข้าไปดู เจอความลับบนเตียงถึงกับหน้าแดง รีบวิ่งออกมาแทบไม่ทัน

ไม่ใช่แค่ซักแบบผ่านๆ แต่เธอถอดออกมาทั้งชุด แช่น้ำยา ขยี้อย่างดี แล้วตากแดดอย่างระมัดระวัง...

เรื่องมีอยู่ว่า ลูกชายของฉันต้องไปทำงานต่างจังหวัดเกือบ 2 สัปดาห์ ทิ้งให้ลูกสะใภ้และหลานตัวน้อยอยู่กันตามลำพัง ก่อนไปเขากำชับให้ฉันมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อช่วยดูแลหลาน กลัวว่าเมียจะทำงานไปด้วยดูแลลูกไปด้วยไม่ไหว ฉันเองก็เอ็นดูหลานและสงสารลูกสะใภ้ เลยหอบเสื้อผ้ามาอยู่ด้วย

บ้านของลูกชายกว้างขวาง ห้องหับเป็นระเบียบเรียบร้อย ลูกสะใภ้ของฉันเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ใช่คนช่างจ้อหรือชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้แม่สามีฟัง ช่วงแรกที่มาอยู่ ทุกอย่างดูปกติดีจนฉันคิดว่าตัวเองคงกังวลเกินเหตุ

จนกระทั่งฉันสังเกตเห็นเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่ง... ลูกสะใภ้ซักผ้าปูที่นอน "ทุกวัน"

มันไม่ใช่การซักแบบขอไปที แต่เธอถอดออกมาทั้งเซต ทั้งปลอกหมอน ผ้าปู เอาไปแช่ ซักอย่างพิถีพิถัน แล้วตากอย่างดี ฉันรู้สึกแปลกใจมาก เพราะปกติสองผัวเมียคู่นี้งานยุ่งจะตาย สัปดาห์นึงถึงจะเปลี่ยนผ้าปูสักครั้ง แต่นี่อยู่คนเดียวกลับเปลี่ยนทุกวัน?

ตอนแรกฉันคิดว่า หรืออากาศมันร้อน? หรือหลานทำเลอะ? แต่หลานก็นอนแยกห้องนอนตัวเอง ส่วนห้องนอนของลูกสะใภ้ประตูก็ปิดตลอดเวลา เธอกลับมาจากทำงานก็เข้าห้องทันที แทบไม่ออกมา

ความอยากรู้อยากเห็นของคนแก่เริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ...

ความสงสัยนำไปสู่การเปิดประตู

ฉันไม่กล้าถาม ถามไปก็กลัวจะมองหน้ากันไม่ติด แต่ถ้าไม่ถามใจมันก็ค้างคา ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า ลูกสะใภ้คงเป็นคนรักความสะอาดมากเป็นพิเศษมั้ง

แต่พอเข้าวันที่ 5 เมื่อเห็นลูกสะใภ้หอบกองผ้าปูที่นอนชุดใหม่ไปซัก ทั้งที่ชุดเมื่อวานยังตากแห้งคาอยู่ที่ระเบียง ฉันก็อดคิดมากไม่ได้

เที่ยงวันนั้น ลูกสะใภ้พาหลานไปเรียนพิเศษ บอกให้ฉันพักผ่อน ฉันอยู่บ้านคนเดียว เดินวนไปวนมาหน้าห้องนอนลูกสะใภ้อยู่หลายรอบ... สุดท้าย ฉันก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป

"แค่จะเข้าไปดูแวบเดียวให้สบายใจ" ฉันคิดแบบนั้น

แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไป สิ่งที่วางอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนหัวเตียง ทำให้ฉันเข้าใจเหตุผลทั้งหมดทันที

มันไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่มีใครอื่นซ่อนอยู่ในห้อง มันเป็นเพียง "ของใช้ส่วนตัว" และร่องรอยตามประสาผัวเมียหนุ่มสาว (แม้สามีจะไม่อยู่) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ แต่สำหรับคนแก่อย่างฉันที่ห่างหายจากเรื่องพวกนี้ไปนาน การได้มาเห็นอะไรแบบนี้ตรงๆ มันทำเอาไปไม่เป็น

ฉันหน้าแดงก่ำ รีบปิดประตูห้องแทบจะทันที!

บทเรียนของคนเป็นแม่

ความรู้สึกตอนนั้นไม่ใช่ความอับอายที่เห็นของต้องห้าม แต่ฉัน "ละอายใจ" ที่รู้ตัวว่าก้าวล่วงเส้นแบ่งความเป็นส่วนตัว ฉันเป็นแม่สามีก็จริง แต่ในเวลานี้ฉันคือผู้อาศัยที่มาช่วยเลี้ยงหลาน ฉันไม่มีสิทธิ์ไปสอดส่องเรื่องบนเตียงหรือเรื่องส่วนตัวของลูกๆ

เย็นวันนั้น ลูกสะใภ้กลับมาบ้านและทำตัวปกติเหมือนทุกวัน เธอถามไถ่ว่ากินข้าวหรือยัง หลานเป็นยังไงบ้าง ไม่มีสายตาจับผิด ไม่มีคำพูดเหน็บแนม มีแต่ฉันเนี่ยแหละที่รู้สึกมองหน้าไม่ติด

คืนนั้น ฉันเลยบอกลูกไปตรงๆ ว่าจะขอกลับไปนอนบ้านตัวเองสักพัก อ้างว่าอยากให้ลูกสะใภ้มีพื้นที่ส่วนตัว เธอทำหน้าแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็พยักหน้ารับอย่างนอบน้อมเหมือนเดิม

ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันคิดทบทวนได้หลายอย่าง

จริงๆ แล้ว ลูกสะใภ้ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ปัญหาอยู่ที่ "ฉัน" ต่างหาก ที่ลืมไปว่าลูกโตแล้ว พวกเขามีสิทธิ์ในความเป็นส่วนตัว แม้กระทั่งกับพ่อแม่บังเกิดเกล้า เรื่องความรักความสัมพันธ์ของผัวเมียเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำที่พวกเขารักกัน

คนแก่อย่างเรามักเผลอชินกับการจัดการชีวิตลูก จนลืมไปว่าความหวังดีบางทีก็กลายเป็นแรงกดดัน

ตั้งแต่วันนั้น ฉันไม่เคยสนใจเรื่องผ้าปูที่นอนอีกเลย ฉันแค่ถามว่าหลานสบายดีไหม ลูกสะใภ้เหนื่อยไหม ส่วนเรื่องอื่นๆ ปล่อยให้ผัวเมียเขาจัดการกันเอง

การเป็นแม่ คงไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกเรื่องของลูก แต่คือการรู้ว่า "ควรหยุดตรงไหน" เพื่อให้ลูกได้ใช้ชีวิตของเขาอย่างสมบูรณ์ที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล