อาหารทะเล "แพงที่สุดในโลก" อดีตเป็นแค่กับแกล้มชาวประมง อัปเกรดสู่เมนูราชวงศ์ชนชั้นสูง

อาหารทะเล "แพงที่สุดในโลก" อดีตเป็นแค่กับแกล้มชาวประมง อัปเกรดสู่เมนูราชวงศ์ชนชั้นสูง

อาหารทะเล "แพงที่สุดในโลก" อดีตเป็นแค่กับแกล้มชาวประมง อัปเกรดสู่เมนูราชวงศ์ชนชั้นสูง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไข่ปลาคาร์เวียร์ จากกับแกล้มชาวประมง สู่เมนูราชวงศ์ชนชั้นสูง ขึ้นแท่นอาหารแพงที่สุดในโลก

หากพูดถึงอาหารหรูระดับโลก “คาเวียร์” มักถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา รสนุ่มลึก และราคาที่แตะหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อกระปุก แต่ย้อนกลับไปในอดีต ไข่ปลาชนิดนี้เคยเป็นเพียง อาหารพื้นบ้านของชาวประมง ที่กินคู่กับเหล้าแรงเพื่อประทังพลังงานเท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจนกลายเป็น “อัญมณีสีดำ” ที่ชนชั้นสูงทั่วโลกใฝ่หา และเป็นหนึ่งในอาหารที่ราคาแพงที่สุดในโลก

จุดเริ่มต้นเรียบง่ายของคาเวียร์

คาร์เวียร์ คือไข่ปลาที่ยังไม่ได้รับการปฏิสนธิ นำมาหมักกับเกลือเพื่อดึงรสชาติและยืดอายุการเก็บรักษา แม้ไข่ปลาหลายชนิดจะให้สารอาหารสูง แต่มีเพียงไข่จากปลาสเตอร์เจียนเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคาร์เวียร์ที่หรูหราที่สุด โดยเฉพาะสายพันธุ์เบลูก้าที่มีขนาดใหญ่และเป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก

ต้นกำเนิดของคาเวียร์มาจากแถบ ทะเลแคสเปียนและทะเลดำ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปลาสเตอร์เจียน ชาวประมงในอดีตนิยมถนอมไข่ปลาโดยการหมักเกลือเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ไข่ปลาที่มีรสเค็ม มัน และให้พลังงานสูง จึงถูกนำมากินเป็นของแกล้มเหล้าในชีวิตประจำวัน โดยไม่ได้มีภาพลักษณ์หรูหราแต่อย่างใด

จากอาหารชาวบ้าน สู่โต๊ะราชสำนัก

ช่วงศตวรรษที่ 19 คาร์เวียร์ยังไม่ถูกจัดว่าเป็นสินค้านานาชาติที่หรูหราเหมือนในปัจจุบัน โดยในยุโรปและฝรั่งเศสชาวประมงมักนำไข่ปลาสเตอร์เจียนไปใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงหมูหรือห่าน ส่วนในสหรัฐอเมริกานั้นคาร์เวียร์มีปริมาณมหาศาลจนร้านบาร์มักจะนำมาแจกให้ลูกค้ากินฟรี

การแจกคาร์เวียร์ฟรีในบาร์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกค้าเกิดอาการกระหายน้ำจากความเค็มและสั่งเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น คล้ายกับการแจกถั่วทอดในปัจจุบัน จนกระทั่งหลังการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 เหล่าชนชั้นสูงที่ลี้ภัยไปยังปารีสได้นำวัฒนธรรมการกินติดตัวไปด้วย 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคาเวียร์เริ่มเข้าสู่ ราชสำนักเปอร์เซีย รัสเซีย และยุโรปตะวันตก รสชาติที่ละเอียดอ่อน เนื้อสัมผัสแตกตัวในปาก และความหายาก ทำให้มันถูกยกให้เป็นอาหารชั้นสูง โดยเฉพาะในยุคจักรวรรดิรัสเซีย คาเวียร์กลายเป็นของโปรดของราชวงศ์ และถูกเสิร์ฟในงานเลี้ยงสำคัญ

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19-20 คาเวียร์แพร่หลายสู่ฝรั่งเศสและยุโรปตะวันตก พร้อมกับวัฒนธรรมอาหารหรู จนกลายเป็นเมนูประจำภัตตาคารระดับมิชลิน และสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง

ไข่ปลาคาเวียร์เบลูกา

ทำไมคาเวียร์ถึงแพง

ราคาของคาเวียร์ไม่ได้มาจากภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

  • ความหายากของปลาสเตอร์เจียน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี บางสายพันธุ์ต้องรอถึง 10–20 ปีจึงให้ไข่

  • กระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การคัดไข่ การล้าง การหมักเกลือ ไปจนถึงการเก็บรักษา

  • ข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมาย เพราะปลาสเตอร์เจียนหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ ทำให้คาเวียร์ธรรมชาติยิ่งมีมูลค่าสูง

คาเวียร์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน คาเวียร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราชสำนักหรือชนชั้นสูงเท่านั้น ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแบบยั่งยืน ทำให้มีคาเวียร์จากฟาร์มคุณภาพสูงออกสู่ตลาดมากขึ้น คาเวียร์จึงกลายเป็นอาหารที่ “เข้าถึงได้มากขึ้น” แต่ยังคงสถานะความพิเศษและความหรูหราไว้เช่นเดิม

มากกว่าอาหารหรู คือเรื่องราวทางวัฒนธรรม

คาเวียร์ไม่ใช่แค่ไข่ปลาเค็มราคาแพง แต่เป็นภาพสะท้อนของ วิวัฒนาการอาหาร จากความเรียบง่ายของชาวประมง สู่ความพิถีพิถันบนโต๊ะอาหารโลก ทุกเม็ดของคาเวียร์จึงไม่ต่างจาก “อัญมณีสีดำ” ที่บรรจุทั้งรสชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไว้ในคำเดียว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล