
หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 17 "ช็อกโกแลต" ไม่ใช่ขนมเคี้ยวเล่นที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อเหมือนในปัจจุบัน แต่เป็น "เครื่องดื่มหรูหรา" ที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงและราชวงศ์เท่านั้น โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่ช็อกโกแลตกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและอำนาจ ตั้งแต่ยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 จนถึงพระนางมารี อ็องตัวแนต
ช็อกโกแลตถูกนำเข้าสู่ฝรั่งเศสครั้งแรกในปี ค.ศ. 1615 ในงานอภิเษกสมรสของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และพระนางแอนน์แห่งออสเตรีย ก่อนจะได้รับความนิยมสูงสุดในรัชสมัยของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ทำให้การดื่มช็อกโกแลตกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในพระราชวังแวร์ซาย อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ที่หลงใหลเมนูนี้มากที่สุดคือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งพระองค์ทรงโปรดการปรุงช็อกโกแลตร้อนเองในห้องส่วนพระองค์
ในยุคนั้นช็อกโกแลตร้อนถูกยกย่องว่ามีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง ให้พลังงาน และยังมีชื่อเสียงในฐานะ "ยาโด๊ป" (Aphrodisiac) ที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์รัก ทำให้บรรดาสนมนางในรวมถึง มาดาม ดู บาร์รี (Mme Du Barry) โปรดปรานเครื่องดื่มจากต่างแดนนี้เป็นพิเศษ ต่อมาในยุคของพระนางมารี อ็องตัวแนต พระองค์ถึงขั้นแต่งตั้งตำแหน่ง "ช่างทำช็อกโกแลตส่วนพระองค์" เพื่อคิดค้นสูตรใหม่ๆ เช่น การผสมดอกส้มหรืออัลมอนด์หวานลงไป
จนกระทั่งเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 การประดิษฐ์เครื่องสกัดไขมันโกโก้ (Cacao Press) ช่วยให้การผลิตทำได้รวดเร็วและมีราคาถูกลง ช็อกโกแลตจึงเริ่มแพร่หลายไปสู่คนทุกชนชั้น เกิดโรงงานที่มีชื่อเสียงอย่าง Cadbury ในอังกฤษ และ Menier ในฝรั่งเศส เปลี่ยนโฉมหน้าจากเครื่องดื่มในวังให้กลายเป็นขนมหวานยอดนิยมของคนทั่วโลก

ภายใต้รสชาติที่หอมหวาน ประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลตมีด้านที่มืดมนเชื่อมโยงกับการล่าอาณานิคมและการค้าทาส ในศตวรรษที่ 16 ชาวสเปนใช้แรงงานพื้นเมืองในอเมริกาผลิตโกโก้อย่างหนักจนประชากรลดลงถึง 90% จากโรคระบาดและการทารุณกรรม นำไปสู่การขนย้ายทาสจากแอฟริกามายังอเมริกาเพื่อทำงานในไร่โกโก้และน้ำตาล
แม้ในเวลาต่อมาจะมีการยกเลิกทาส แต่แอฟริกาก็ยังคงเป็นแหล่งผลิตโกโก้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม ซึ่งการกดขี่ค่าแรงยังคงเป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมช็อกโกแลตพยายามแก้ไขมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านแนวคิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้จะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม
ต้นกำเนิดที่แท้จริงของช็อกโกแลตย้อนไปกว่า 4,000 ปีในแถบอเมริกากลาง ชาวมายาและแอซเท็กเชื่อว่าโกโก้คือของขวัญจากพระเจ้า พวกเขาดื่มมันในฐานะ "Xocoatl" หรือน้ำขมที่ผสมพริกและเครื่องเทศ เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นยาบำรุงสมอง ก่อนที่โคลัมบัสและนักสำรวจชาวสเปนจะนำมันข้ามมหาสมุทรมายังยุโรป
ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนี้ช่วยให้เราเห็นคุณค่าของช็อกโกแลตในทุกๆ คำที่ทาน ว่ากว่าจะมาเป็นเมนูโปรดของคนทั่วโลก มันผ่านเรื่องราวของศรัทธา อำนาจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาอย่างมากมาย
จากเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ของชาวพื้นเมือง สู่เมนูหรูหราในราชสำนักฝรั่งเศส และกลายเป็นสินค้าอุตสาหกรรมระดับโลก ช็อกโกแลตได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในรสชาติที่มนุษย์โหยหามากที่สุด และยังคงเป็นส่วนสำคัญในวาระพิเศษต่างๆ ของชีวิตเราเสมอ
ช็อกโกแลตไม่ได้เป็นเพียงขนมหวานรสเลิศที่เป็นเมนูโปรดของคนทั่วโลก แต่หากเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะ ดาร์กช็อกโกแลต (Dark Chocolate) ที่มีส่วนผสมของโกโก้เข้มข้น 70% ขึ้นไป จะพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด
แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ช็อกโกแลตในท้องตลาดส่วนใหญ่มักผสมน้ำตาลและไขมันในปริมาณสูง ดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีน้ำตาลน้อย และจำกัดปริมาณให้เหมาะสมเพียง 1-2 ชิ้นเล็กต่อวันเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด
การเลือกรับประทานช็อกโกแลตที่มีคุณภาพและมีความเข้มข้นของโกโก้สูง จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์ทั้งในด้านการบำรุงหัวใจ สมอง และการลดความเครียด นับเป็นของหวานที่ให้คุณค่าทางโภชนาการควบคู่ไปกับความรื่นรมย์ในการรับประทานอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ