
ปี 2025 กำลังจะผ่านพ้นไป แต่ร่องรอยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังคงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกมุมโลก ปีนี้นับเป็น "ปีแห่งความผันผวน" อย่างแท้จริง ทั้งการเมืองที่พลิกขั้ว เศรษฐกิจที่เปราะบาง และความมั่นคงระหว่างประเทศที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
และนี่คือการรวบรวม 10 เหตุการณ์สำคัญระดับโลกที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อทบทวนอดีตและมองแนวโน้มสู่อนาคตในปี 2026
ประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ต้องจารึกชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง ในฐานะประธานาธิบดีคนที่สองที่สามารถชนะการเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งได้เป็นสมัยที่สองแบบไม่ติดต่อกัน การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมนโยบาย "America First" ที่เข้มข้นกว่าเดิม ส่งผลให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เปลี่ยนทิศทางแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ประกาศนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ขนานนามว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการค้าโลก มาตรการนี้ทำให้หลายประเทศตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีเช่นกัน ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงและสินค้าราคาแพงขึ้นทั่วโลก
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2025 โลกต้องกลั้นหายใจเมื่ออิสราเอลผนึกกำลังกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีสถานประกอบการนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน นำไปสู่สงครามตอบโต้ที่กินเวลา 12 วัน เหตุการณ์นี้เปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลางไปตลอดกาล
หลังจากงัดข้อกันอย่างรุนแรง ทั้งการตั้งกำแพงภาษีและการระงับส่งออกแร่หายาก ในที่สุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ผู้นำสหรัฐฯ และจีนก็ได้พบกันที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ และบรรลุข้อตกลง "หยุดยิงชั่วคราว" ทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความตึงเครียดที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้พังทลาย
เส้นทางเดินเรือเส้นเลือดใหญ่ของโลกกลายเป็นอัมพาต เมื่อความขัดแย้งลุกลามสู่ทะเลแดง ส่งผลให้การค้าโลกกว่า 12% ชะงักงัน ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นกว่า 300% ในช่วงวิกฤต สร้างภาระหนักอึ้งให้กับภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย
หลังความสูญเสียยืดเยื้อกว่า 2 ปี ในวันที่ 7 ตุลาคม 2025 อิสราเอลและกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกัน โดยมีสหรัฐฯ กาตาร์ และอียิปต์เป็นตัวกลาง แม้หนทางสู่สันติภาพถาวรยังยาวไกล แต่ก็นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญ
วันที่ 15 สิงหาคม 2025 กลายเป็นวันที่โลกจับตามอง เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ที่รัฐอลาสก้า เพื่อหาทางลงให้กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน สหรัฐฯ ปรับท่าทีจากผู้สนับสนุนอาวุธมาเป็นตัวกลางเจรจา เพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานถึง 4 ปี
ในเดือนพฤศจิกายน 2025 สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald Ford และกองกำลังขนาดใหญ่ลงสู่ทะเลแคริบเบียน โดยอ้างภารกิจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนพลครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้นับตั้งแต่ปี 1965
ปี 2025 ธรรมชาติเอาคืนมนุษย์อย่างหนัก ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนระอุถึง 49 องศาเซลเซียส ขณะที่เวียดนามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องจมอยู่ใต้อุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ มีผู้พลัดถิ่นและเสียชีวิตจำนวนมาก สะท้อนวิกฤตโลกรวนที่รุนแรงขึ้นทุกปี
ประเมินกันว่าภัยธรรมชาติในปีนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.2 แสนล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์มองว่า ปี 2026 โลกยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง เนื่องจากวิกฤตหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ และอาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :CNN International,Reuters,soha