DPU ส่งทีม “อาสาปันสุข” พัฒนาชนบทที่น่าน ผสานทักษะธุรกิจสู่จิตอาสาเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษา

DPU ส่งทีม “อาสาปันสุข” พัฒนาชนบทที่น่าน ผสานทักษะธุรกิจสู่จิตอาสาเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษา

DPU ส่งทีม “อาสาปันสุข” พัฒนาชนบทที่น่าน ผสานทักษะธุรกิจสู่จิตอาสาเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดโครงการ “อาสาปันสุข” ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 22–26 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านสบเป็ด ต.ผาตอ อ.ท่าวังผา จ.น่าน เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาช่วงปิดเทอมผ่านการทำงานจิตอาสา ด้วยการจัดกิจกรรมที่หลากหลายในค่ายฯ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้บูรณาการทักษะต่างๆ ที่ได้เรียนมาเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้สังคม

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ทางโรงเรียนบ้านสบเป็ด นำโดย ว่าที่ร้อยตรีวีระ มีเล้ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยกิจกรรมที่ทางชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท DPU ไปจัดในครั้งนี้ คือการปรับปรุงภูมิทัศน์และฟื้นฟูสภาพอาคารเรียน โดยนักศึกษาได้ร่วมกันทาสีและปรับปรุงพื้นที่ เช่น กำแพงโรงเรียน ห้องสมุด และห้องประชุม เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในสถานศึกษาให้เอื้อต่อการเรียนรู้
1(1)_0
นอกจากนี้ ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท DPU ยังได้จัดกิจกรรมนันทนาการและฐานการเรียนรู้ที่มอบสาระความรู้ควบคู่กับความสนุกสนาน และส่งมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาทิ ผ้าห่มคลายหนาว อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ตุ๊กตา นมแลคตาซอย และขนมขบเคี้ยว สร้างทั้งรอยยิ้มและโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่นักเรียนทุกคน ขณะเดียวกันนักศึกษายังได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน และเข้าร่วมงานประเพณีชาวม้งของโรงเรียนในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งมีกิจกรรมเล่นเกมและการแข่งขันกีฬาร่วมกับชุมชน ช่วยเปิดมุมมองใหม่และเสริมสร้างความเข้าใจต่อคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่เป็นทั้งพลังในการเชื่อมโยงผู้คนและพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

นายอาคม ขุนทอง อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท DPU เปิดเผยว่า จุดเด่นของโครงการอาสาปันสุขคือการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การเตรียมงาน การประสานงาน ไปจนถึงการดำเนินกิจกรรมจริงในพื้นที่ โดยการทำค่ายอาสาไม่ใช่เพียงการลงแรง แต่เป็นกระบวนการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการและการทำงานเป็นระบบ นักศึกษายังรับผิดชอบการจัดเตรียมทรัพยากรและการสร้างเครือข่ายสนับสนุนเพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมาย
1(10)_0
“เวลาเราทำโครงการจิตอาสา เด็กๆ นักศึกษาไม่ได้เพียงไปช่วยเหลือ แต่ต้องลองจัดหาสปอนเซอร์ร่วมเป็นผู้สนับสนุนในการช่วยเหลือ และต้องติดต่อผู้สนับสนุนด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นการฝึกให้นักศึกษาได้เรียนรู้การประสานงานและการสื่อสารกับบุคคลภายนอกเพื่อให้โครงการดำเนินต่อไปได้ ทักษะที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความเห็นอกเห็นใจ Empathy หรือการแบ่งปัน หากแต่ยังเป็นการทำงานที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร การนำเสนอ และการบริหารจัดการงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์นอกห้องเรียนที่ต้องอาศัยการลงมือทำจริง”

อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท DPU กล่าวต่อว่า นักศึกษาที่เข้าร่วมจากหลายคณะและหลายวิทยาลัยทำให้โครงการกลายเป็นพื้นที่ในการฝึก Soft Skills ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน การวางแผน และการปรับตัวเข้าหากันอย่างเหมาะสม ซึ่งทักษะเหล่านี้ถือเป็นคุณลักษณะที่องค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญในปัจจุบัน ขณะเดียวกันเครือข่ายศิษย์เก่าที่ทำงานในภาคธุรกิจยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนักศึกษาให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1(11)_0
“รุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ในบริษัทต่างๆ มักจะช่วยดึงนักศึกษาจากชมรมเข้าไปทำงาน เพราะรู้ว่าการผ่านกิจกรรมเหล่านี้ทำให้นักศึกษามีพื้นฐานที่พร้อมใช้งานจริง ทั้งการจัดการเอกสาร การประสานงาน และการสื่อสารกับคนภายนอก ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่องค์กรต้องการ หลายบริษัทจึงมั่นใจว่านักศึกษากลุ่มนี้ทำงานได้อย่างเป็นระบบ มีความรับผิดชอบ และสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้ดี อีกทั้งยังมีจิตอาสา ทำให้พร้อมรับงานที่หลากหลายและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้”

โครงการยังสร้างคุณค่าต่อภาคธุรกิจผู้สนับสนุน ด้วยการเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายด้านความเท่าเทียมทางการศึกษา ผ่านการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในชุมชน นอกจากนี้กิจกรรมยังครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกป่าและการลดคาร์บอน ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายของประชาคมโลก
1(12)_0
เมื่อกล่าวถึงอนาคตของชมรม อาจารย์อาคมเน้นด้วยว่า การสานต่อเครือข่ายจิตอาสาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่อดีตเป็นสิ่งสำคัญ แม้โลกจะเปลี่ยนไปตามเวลา แต่การมีผู้ที่พร้อมรวบรวมและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างรุ่นพี่กับนักศึกษาที่เข้ามาร่วมกิจกรรม จะทำให้การอาสายังคงดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดย “ล่าสุดนักศึกษาได้ไปลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ปกครองหลายคนก็เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งช่วยจัดเตรียมอาหาร สนับสนุนค่าใช้จ่าย และให้กำลังใจลูกๆ ในการทำงานอาสา” สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานอาสาไม่ใช่แค่กิจกรรมของนักศึกษา แต่เป็นพลังที่เชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน และมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสังคมจิตอาสาให้ยังคงเดินหน้าต่อได้อย่างเข้มแข็งตลอดไป 

“ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทของ DPU เราก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2521 โดยศิษย์เก่าที่รวมตัวกันเพื่อทำงานจิตอาสา โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ ดร. ไสว สุทธิพิทักษ์ จนพัฒนาเป็นชมรมอย่างเป็นทางการในปี 2522 ความสำเร็จนี้เกิดจากการที่อาจารย์คอยดูแลนักศึกษา ขณะที่รุ่นพี่ส่งต่อสิ่งที่ได้รับให้รุ่นน้องอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายคนได้ค้นพบทั้งตัวตนและศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสและเปลี่ยนอนาคตนักศึกษาไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีในปัจจุบัน” นายอาคม กล่าว
1(13)_0
ทางด้าน นางสาวแพรปวีร์ ธนาทิพจิรพงศ์ หรือ น้องฟลุ๊ค นักศึกษาหลักสูตรบัญชีดิจิทัล ชั้นปีที่ 3 จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) หนึ่งในอาสาสมัคร ได้เปิดใจว่า ตนได้เข้าร่วมชมรมตั้งแต่ปี 1 ด้วยความสนใจส่วนตัวในกิจกรรมจิตอาสา และความประทับใจต่อผลงานของชมรมที่ได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย เช่น การไปปลูกป่าและการบริจาคของ จึงได้สมัครเข้าชมรม เพราะเชื่อว่าการทำงานอาสาจะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและช่วยพัฒนาตนเองไปพร้อมกับการสร้างประโยชน์ให้สังคม

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 3 ปี  น้องฟลุ๊คไปค่ายใหญ่ที่ จ.เพชรบูรณ์ และ จ.นครราชสีมา และล่าสุดเพิ่งกลับมาจากโครงการ “อาสาปันสุข” ครั้งที่ 8 ที่โรงเรียนบ้านสบเป็ด น้องฟลุ๊คระบุว่า การไปค่ายแต่ละครั้งทำให้ต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้คนและต้องปรับตัวเข้าหาสมาชิกใหม่ ในการทำงาน สมาชิกจะ "ช่วยกัน" ทำงานในทุกส่วน ไม่ได้มีหน้าที่ตายตัว ทุกคนได้รับโอกาสทำหน้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงห้องพยาบาล, ห้องสมุด และ ทาสีเครื่องเล่น 
1(8)_0
น้องฟลุ๊คยังได้ฝึกทักษะการบริหารจัดการโครงการแบบเป็นระบบ ทั้งการช่วยหา “สปอนเซอร์” เพื่อรับบริจาค หรือส่งอีเมลเพื่อติดต่อประสานงาน การทำงานร่วมกับเพื่อนนักศึกษาจากคณะที่หลากหลาย เช่น นิติศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ ทำให้ได้เรียนรู้มุมมองและวิธีคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยให้น้องฟลุ๊คเรียนรู้การปรับตัว และนำประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงานจริง ทำให้งานออกมามีระบบและคล่องตัวมากขึ้น

"การเรียนรู้จากพี่ๆ เพื่อนๆ ในค่าย ทำให้หนูเปลี่ยนไปมาก พ่อแม่ก็บอกว่าหนูโตขึ้นแบบว่า กล้าแสดงออกมากขึ้น และพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก แต่การทำกิจกรรมนันทนาการและการพบปะผู้คนมากมายทำให้ส่วนนี้ดีขึ้นมาก"
1(16)_0
กิจกรรมอาสาสมัครยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาโรงเรียน แต่ยังครอบคลุมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีโอกาสได้ไป “ปลูกป่า” และได้รับความรู้จากวิทยากรเกี่ยวกับการปลูกจริง มีการลงมือปลูกทั้งต้นโกงกางและต้นไม้ทั่วไป กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะในมิติของการ “ลดคาร์บอน” แม้ไม่ได้ลงลึก แต่ก็สร้างทัศนคติความรับผิดชอบต่อสังคมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

สิ่งที่ทำให้บรรยากาศอบอุ่นยิ่งขึ้นคือการมีครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย โดยคุณแม่ของน้องฟลุ๊คเองก็เป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่ลงพื้นที่เคียงข้างลูก ตั้งแต่ค่ายใหญ่ที่โคราชเมื่อปีที่ผ่านมา การสนับสนุนจากครอบครัวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและการส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ก็ให้ความสำคัญกับนักศึกษาที่ชอบทำกิจกรรม โดยสนับสนุนทั้งสปอนเซอร์และโอกาสในการทำงาน ทำให้เห็นแง่งามของคุณค่าที่ผสมผสานระหว่างทักษะธุรกิจกับจิตอาสา ซึ่งเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หล่อหลอมให้นักศึกษามีความรับผิดชอบ พร้อมเติบโตอย่างมีคุณภาพในสิ่งแวดล้อมที่ทุกฝ่ายช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน 
1(3)_0
“หนูไม่เคยคิดว่าหนูเหนื่อยเลย  เพราะชอบทำกิจกรรมแบบนี้ พอได้ลงมือทำจริง เห็นน้องๆ มีความสุข ก็มีความสุขไปด้วย และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ว่าถึงจะเข้ามาในชมรมนี้คนเดียวในฐานะเด็กบัญชี หนูก็ยังทำได้  ที่สำคัญคือการทำกิจกรรมไม่เคยทำให้การเรียนตกเลย กลับทำให้หนูมีความรับผิดชอบมากขึ้น กระตือรือร้นมากขึ้น และสามารถเรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วยได้อย่างลงตัว ประสบการณ์เหล่านี้จะติดตัวไปตลอด แม้ว่าจะเรียนจบจาก DPU ไปแล้วก็ตาม” 

ทั้งนี้ โครงการ “อาสาปันสุข” ครั้งที่ 8 ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, บริษัท แลคตาซอย จำกัด, โครงการสิงห์อาสา, บริษัท เป็นต่อ แคปปิตอล จำกัด, บริษัท พัทยา เอวิเอชั่น จำกัด, สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, เครือข่ายศิษย์เก่าสัมพันธ์ค่ายอาสา DPU, โรงเรียนชลประทานวิทยา และ โรงเรียนท่าทรายประชาอุปถัมภ์ ซึ่งการสนับสนุนเหล่านี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างครบถ้วน และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างเป็นรูปธรรม

อัลบั้มภาพ 16 ภาพ

อัลบั้มภาพ 16 ภาพ ของ DPU ส่งทีม “อาสาปันสุข” พัฒนาชนบทที่น่าน ผสานทักษะธุรกิจสู่จิตอาสาเพื่อความเท่าเทียมทางการศึกษา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล