สาวท้องแข็งเป็นหิน หมอผ่ากระเพาะเจอ "ก้อนยักษ์" สารภาพสิ่งที่กินมาตลอด 20 ปี

สาวท้องแข็งเป็นหิน หมอผ่ากระเพาะเจอ "ก้อนยักษ์" สารภาพสิ่งที่กินมาตลอด 20 ปี

สาวท้องแข็งเป็นหิน หมอผ่ากระเพาะเจอ "ก้อนยักษ์" สารภาพสิ่งที่กินมาตลอด 20 ปี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาวท้องแข็งเหมือนหิน หมอผ่ากระเพาะเจอ "ก้อนยักษ์" หนัก 1 กิโลกรัม สารภาพสิ่งที่กินมาตลอด 20 ปี

วงการแพทย์จีนตะลึง หลังพบคนไข้หญิงรายหนึ่งมีอาการท้องอืดและปวดท้องเรื้อรังมานาน เมื่อเข้าตรวจอย่างละเอียดกลับพบก้อนสิ่งแปลกปลอมขนาดมหึมาอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติมานานเกือบ 20 ปี

ก้อนผมยักษ์อัดแน่นจนท้องแข็งเหมือนหิน

หญิงสาวชาวมณฑลเจ้อเจียงวัย 25 ปี นามสมมติว่า "ฮวาฮวา" เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองหางโจว หลังจากมีอาการท้องอืดอย่างรุนแรง กินอาหารลำบาก และเมื่อสัมผัสบริเวณหน้าท้องจะรู้สึกแข็งเหมือนหิน อาการเหล่านี้สะสมมานานกว่า 3-4 เดือนจนเธอทนไม่ไหว

จากการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร แพทย์ต้องตกใจเมื่อพบก้อนสิ่งแปลกปลอมที่เต็มไปด้วยเส้นผมพันกันจนแน่นและผสมกับเศษอาหาร เนื่องจากเส้นผมมีสารเคราตินที่น้ำย่อยในกระเพาะไม่สามารถย่อยได้ จึงเกิดการสะสมจนกลายเป็นก้อนนิ่วขนาดใหญ่ แพทย์ต้องใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า 1 ชั่วโมงเพื่อนำก้อนผมหนักเกือบ 1 กิโลกรัมออกมาจากร่างกายของเธอ

เผยปม "โรคราพันเซล" แอบกินผมตั้งแต่เข้าโรงเรียน

หลังการผ่าตัด ฮวาฮวายอมรับว่าเธอมีนิสัยแอบกินผมตัวเองมาตั้งแต่สมัยอยู่ชั้นอนุบาล โดยมักจะทำไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อรู้สึกเบื่อหรือเครียด แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมนี้ได้ ทำให้เธอสะสมเส้นผมในกระเพาะมานานต่อเนื่องเกือบ 20 ปี

พฤติกรรมดังกล่าวในทางการแพทย์เรียกว่า "โรคราพันเซล" (Rapunzel Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะหนึ่งของโรคกินของแปลก ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักชอบรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เส้นผม กระดาษ ดิน หรือก้อนหิน โดยมักพบมากในเด็กและผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากความเครียดหรือปัญหาทางจิตใจ

สัญญาณเตือนและคำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

แพทย์ระบุว่าโรคกินของแปลกอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกาย เช่น ลำไส้อุดตัน ท้องผูกเรื้อรัง หรือการติดเชื้อพยาธิ แพทย์จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ปกครองหากพบลูกหลานมีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ควรปฏิบัติดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการดุด่า: การตำหนิอย่างรุนแรงอาจทำให้เด็กแอบทำพฤติกรรมนั้นอย่างมิดชิดกว่าเดิม ทำให้ตรวจพบได้ยากขึ้น
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลง: หมั่นสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาวะอารมณ์ของเด็กว่ามีความเครียดหรือความกังวลใจหรือไม่
  • ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว: หากพบความผิดปกติควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรับพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ

ในปัจจุบันฮวาฮวามีอาการฟื้นตัวดีขึ้นหลังการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ต้นเหตุของสภาพจิตใจถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เธอกลับไปมีพฤติกรรมกินผมซ้ำเดิมอีกในอนาคต

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล