เช็กข่าวชัวร์ : กินเม็ดฝรั่งทำให้ "ไส้ติ่งอักเสบ" แพทย์เฉลยแล้ว จริงหรือไม่?

เช็กข่าวชัวร์ : กินเม็ดฝรั่ง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบ จริงหรือไม่?
เป็นความเชื่อที่ถูกบอกต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะคำเตือนจากผู้ใหญ่ที่มักห้ามบุตรหลานกลืน "เม็ดฝรั่ง" หรือเมล็ดผลไม้ต่างๆ ลงท้อง เพราะเกรงว่าจะเข้าไปอุดตันจนทำให้เกิดโรค "ไส้ติ่งอักเสบ" จนต้องผ่าตัดด่วน ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร และสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดท้องไส้ติ่งคืออะไรกันแน่ ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์เพื่อคลายข้อสงสัยนี้แล้ว
คำถาม
จริงหรือไม่ ที่การกลืน "เม็ดฝรั่ง" ลงท้อง จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด "ไส้ติ่งอักเสบ"?
การตรวจสอบ
จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์และคำชี้แจงจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าความเชื่อเรื่องการรับประทานฝรั่งแล้วเมล็ดหล่นลงไปอุดตันจนไส้ติ่งอักเสบนั้น เป็นความเข้าใจที่มีมานาน แต่ในความเป็นจริงทางคลินิกหรือในทางการแพทย์ "ไม่เคยตรวจพบว่ามีเมล็ดฝรั่งอยู่ในไส้ติ่งของผู้ป่วยแต่อย่างใด"
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สาเหตุที่แท้จริงของ "ไส้ติ่งอักเสบ" เกิดจากภาวะอุดตันในรูไส้ติ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก "ก้อนอุจจาระที่แข็งตัว" ตกลงไปอุดตัน หรือในบางรายอาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมอื่น, การอักเสบในบริเวณใกล้เคียง หรือ "ต่อมน้ำเหลือง" ในบริเวณนั้นโตขึ้นจนไปเบียดและอุดตันท่อไส้ติ่ง
เมื่อเกิดการอุดตัน ผนังเยื่อเมือกภายในไส้ติ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นจะไม่สามารถระบายออกมาได้ ทำให้เกิดการสะสมและดันตัวจนไส้ติ่งโป่งพอง ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนมาเลี้ยงได้ตามปกติ นำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อเน่าตายและการอักเสบรุนแรงในที่สุด ดังนั้น "เม็ดฝรั่ง" จึงไม่ใช่จำเลยของโรคนี้ตามที่เข้าใจกันผิดมาตลอด
ข้อเท็จจริง
"ไม่เป็นความจริง" ความเชื่อที่ว่ากินเม็ดฝรั่งแล้วจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ เป็นเพียงความเข้าใจผิด ในทางการแพทย์ไม่เคยพบรายงานการเจอเม็ดฝรั่งในไส้ติ่ง สาเหตุหลักเกิดจากก้อนอุจจาระแข็งหรือต่อมน้ำเหลืองอุดตัน ประชาชนสามารถรับประทานผลไม้ได้ตามปกติ แต่ควรเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อสุขภาพระบบย่อยอาหารที่ดี
อ้างอิงข้อมูล : โรงพยาบาลพญาไท
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
