ผัก 1 ชนิดที่พบใน "สุสานฟาโรห์" พืชที่คนไทยคุ้นเคยดี กุญแจยืดอายุขัยมนุษย์

ผัก 1 ชนิดที่พบใน "สุสานฟาโรห์" พืชที่คนไทยคุ้นเคยดี กุญแจยืดอายุขัยมนุษย์

ผัก 1 ชนิดที่พบใน "สุสานฟาโรห์" พืชที่คนไทยคุ้นเคยดี กุญแจยืดอายุขัยมนุษย์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผัก 1 ชนิดใน "สุสานฟาโรห์" สมุนไพรตำนานหลายพันปี วิจัยพบความหวังใหม่ยืดอายุขัยมนุษย์

กระเทียม เป็นหนึ่งในพืชที่มีการบันทึกประวัติศาสตร์การใช้เพื่อรักษาโรคและบำรุงสุขภาพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ความน่าสนใจอยู่ที่อารยธรรมโบราณต่างๆ ทั่วโลกที่พัฒนาขึ้นโดยไม่มีการติดต่อกัน กลับมีความเห็นตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับสรรพคุณของกระเทียมในการบำบัดรักษาโรค

ประวัติการใช้กระเทียมในอารยธรรมโบราณ

หลักฐานการใช้กระเทียมปรากฏให้เห็นตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่มีการจดบันทึก ดังนี้:

  • อียิปต์โบราณ: พบกลีบกระเทียมในพีระมิดและสุสานของกษัตริย์ตุตันคาเมน โดยเชื่อว่ามีการใช้เลี้ยงกลุ่มแรงงานที่สร้างพีระมิดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและพละกำลังในการทำงาน นอกจากนี้คัมภีร์แพทย์ Codex Ebers ยังระบุถึงการใช้กระเทียมรักษาความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตและแมลงปรสิต
  • กรีกโบราณ: ฮิปพอคราทีส (บิดาแห่งการแพทย์) ใช้กระเทียมรักษาโรคปอดและเนื้องอกในช่องท้อง นอกจากนี้ยังพบว่านักกีฬาโอลิมปิกยุคแรกเริ่มมีการกินกระเทียมก่อนการแข่งขัน ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นสารเสริมสมรรถภาพ (Performance Enhancing) ชนิดแรกๆ ของโลก
  • โรมันโบราณ: กองทัพโรมันใช้กระเทียมเพื่อเพิ่มความอดทนให้แก่ทหารและกะลาสีเรือ ตำรา Historica Naturalis ของพลินีผู้อาวุโส ระบุสรรพคุณของกระเทียมไว้ถึง 23 ประการ รวมถึงการป้องกันสารพิษและการติดเชื้อ
  • จีนและอินเดีย: ในเอเชียมีการใช้กระเทียมมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยตำราแพทย์ Charaka-Samhita ของอินเดียแนะนำให้ใช้กระเทียมรักษาโรคหัวใจและโรคข้ออักเสบ ส่วนในจีนมีการใช้รักษาอาการซึมเศร้าและช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศ

ยุคกลางและการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

ในยุคกลาง ความรู้เกี่ยวกับกระเทียมถูกส่งผ่านทางเหล่านักบวชและถูกปลูกในอารามเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค มีการใช้กระเทียมสดเพื่อรักษาโรคระบาดใหญ่ (Plague) และใช้เป็นยาระบาย ต่อมาในยุคเรเนสซองซ์ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในยุโรปได้จัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์เพื่อปลูกกระเทียมเพื่อใช้รักษาโรคนิ่วในไตและช่วยในการคลอดบุตร

การแพทย์สมัยใหม่กับการยืนยันภูมิปัญญาโบราณ

วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเริ่มยืนยันความเชื่อของคนโบราณเกี่ยวกับกระเทียม โดยเฉพาะในด้านการป้องกันและรักษาโรค ผลการวิจัยพบข้อดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหลายประการ ดังนี้:

  • ลดความดันโลหิต: การใช้กระเทียมอย่างเหมาะสมมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง
  • ปรับสมดุลไขมัน: ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเซรั่มที่สูงเกินไป
  • ป้องกันหลอดเลือด: ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและปกป้องเซลล์บุผนังหลอดเลือดจากการทำลายของไขมันเลว (LDL)
  • ต้านการติดเชื้อ: ยืนยันสรรพคุณในการทำลายแบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์ที่คนโบราณเคยใช้รักษาแผลและพยาธิ

งานวิจัยรองรับจากวงการแพทย์

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition (ปี 2001) ระบุว่า สารประกอบกำมะถันในกระเทียม (organosulfur compounds) มีบทบาทในการ ป้องกันการก่อตัวของสารก่อมะเร็ง รวมถึงช่วยเร่งให้ร่างกายขจัดสารพิษเหล่านั้นออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่มาจากการทดลองในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
อ้างอิง: Journal of Nutrition, 2001

นอกจากนี้ การศึกษาของ National Cancer Institute (NCI) สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า การบริโภคกระเทียมในปริมาณเหมาะสม มีแนวโน้มลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะ มะเร็งทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งลำไส้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ส่วนใหญ่มาจากการศึกษาเชิงสังเกต ยังต้องมีการวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยัน
 อ้างอิง: National Cancer Institute - Garlic and Cancer Prevention


งานวิจัยล่าสุด กุญแจสู่การยืดอายุขัย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์อณูชีววิทยาและการแพทย์เพื่อการฟื้นฟูแห่งเซบียา ประเทศสเปน ค้นพบว่าการเพิ่มการสร้างก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ($H_2S$) ผ่านกลไกที่ไม่ใช้เอนไซม์ สามารถยืดอายุขัยของหนูตัวผู้ได้อย่างมีนัยสำคัญพร้อมทั้งช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cell Metabolism นี้เปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของเมแทบอลิซึมของไฮโดรเจนซัลไฟด์ในการชะลอความชรา และเสนอแนวทางใหม่ในการพัฒนาสูตรต้านความเสื่อมตามวัย

ทีมวิจัยมุ่งเน้นไปที่สารประกอบกำมะถันธรรมชาติในกระเทียม ได้แก่ Diallyl Disulfide (DAD) และ Diallyl Trisulfide (DAT) จากการทดลองพบว่าสารทั้งสองชนิดนี้เมื่อรวมกับกลูตาไธโอน (GSH) จะช่วยกระตุ้นการสร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์อย่างต่อเนื่อง โดยหนูทดลองสายพันธุ์ C57BL/6J ตัวผู้ที่ได้รับสาร DAD/DAT ในปริมาณ 150 mg/kg ตั้งแต่อายุ 20 สัปดาห์ มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 787 วัน เป็น 877 วัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 11.4%

นอกจากอายุที่ยืนยาวขึ้น หนูในกลุ่มทดลองยังมีดัชนีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างครอบคลุม ดังนี้:

  • สมรรถภาพทางกาย: มีการประสานงานของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นในช่วงอายุ 56-79 สัปดาห์
  • ประสิทธิภาพทางปัญญา: มีความจำด้านมิติสัมพันธ์และการจดจำวัตถุใหม่ที่แม่นยำขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงอายุ 86-102 สัปดาห์
  • ระบบเผาผลาญ: ประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น 15%-20%

กลไกโมเลกุลและการปรับสมดุลร่างกาย

งานวิจัยเผยให้เห็นการปรับโครงสร้างระบบการทำงานในระดับโมเลกุลหลายด้าน เช่น การลดขนาดของหยดไขมันในตับลงถึง 40% และการลดระดับสารอักเสบ NF-κB ลง 35% นอกจากนี้ยังพบว่าระดับการเติมหมู่ซัลไฟด์ (Persulfidation) ในโปรตีนที่ตับเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเผาผลาญที่สำคัญถึง 17 เส้นทาง

ในการวิเคราะห์ตัวอย่างทางคลินิกจากมนุษย์ 288 ราย ทีมวิจัยพบว่าระดับการเติมหมู่ซัลไฟด์ในพลาสมามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแรงบีบมือ (Handgrip Strength) และสัมพันธ์เชิงลบกับความเข้มข้นของไตรกลีเซอไรด์ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังยังมีระดับการเติมหมู่ซัลไฟด์สูงกว่ากลุ่มสุขภาพดีถึง 1.8 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการปรับการรับรู้ความเจ็บปวด

ข้อจำกัดและก้าวต่อไปของงานวิจัย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากทำการศึกษาเฉพาะในหนูตัวผู้เท่านั้น ในขณะที่งานวิจัยก่อนหน้าพบว่าหนูตัวเมียมีระดับไฮโดรเจนซัลไฟด์ตามธรรมชาติสูงกว่าตัวผู้ 15%-20% ทีมนักวิจัยจึงเตรียมศึกษาความแตกต่างทางเพศและหา "ปริมาณทองคำ" (Golden Dose) ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทางเมแทบอลิซึมโดยไม่เกิดพิษสะสม

ความน่าสนใจของงานวิจัยนี้คือ ปริมาณ DAD/DAT ที่ใช้ในหนูทดลอง หากเทียบเป็นสัดส่วนในมนุษย์จะเทียบเท่ากับการรับประทานกระเทียมสดประมาณ 3-4 กลีบต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ขณะที่ยาต้านความชราอย่างเมทฟอร์มิน (Metformin) ช่วยยืดอายุขัยได้ราว 5.8% แต่กลยุทธ์การปรับไฮโดรเจนซัลไฟด์ในงานวิจัยนี้ให้ผลลัพธ์ที่สูงกว่าถึงเท่าตัว

ข้อควรระวังในการกินกระเทียม

แม้กระเทียมจะมีคุณสมบัติมากมาย แต่การบริโภคในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง แสบท้อง ลมหายใจมีกลิ่นแรง หรือในบางรายอาจเกิดการแพ้ ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และหากคุณมีโรคประจำตัวหรือทานยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคกระเทียมในรูปแบบเสริมอาหารหรือสกัดเข้มข้น

แม้กระเทียมจะยังไม่ได้รับการรับรองว่า "รักษา" มะเร็งได้โดยตรง แต่ด้วยคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และอาจยับยั้งเซลล์มะเร็งในระดับเซลล์ จึงทำให้กระเทียมเป็นอีกหนึ่ง “มหัศจรรย์จากธรรมชาติ” ที่อาจช่วยป้องกันโรคร้ายนี้ได้ในระยะยาว เมื่อรวมเข้ากับการดูแลสุขภาพในภาพรวม เช่น การกินอาหารหลากหลาย ออกกำลังกาย และไม่สูบบุหรี่

ส่วนนี้ของ "กระเทียม" น่าเสียดายคนส่วนใหญ่ทิ้ง มี 6 สารสำคัญ ดีต่อร่างกายดั่งทองคำ

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล