เขมรดิ้นไม่หลุด! ไทยยึด "สมุดโน้ตลับ" คาสนามรบ บึ้มรังสแกมเมอร์ เจอไม้เด็ดที่ใช้บังหน้า
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1972/9863934/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgเขมรดิ้นไม่หลุด! ไทยยึด "สมุดโน้ตลับ" คาสนามรบ บึ้มรังสแกมเมอร์ เจอไม้เด็ดที่ใช้บังหน้า

เขมรดิ้นไม่หลุด! ไทยยึด "สมุดโน้ตลับ" คาสนามรบ บึ้มรังสแกมเมอร์ เจอไม้เด็ดที่ใช้บังหน้า

แชร์เรื่องนี้

ไทย-กัมพูชา: สระแก้วปะทะเดือด! เขมรยิงอาวุธหนักลงตาพระยา ทหารไทยพลีชีพอีก 1 ราย

สรุปสถานการณ์ (22 ธ.ค.) เขมรไม่หยุด! ยิงอาวุธหนักลงตาพระยา ทหารไทยพลีชีพอีก 1 ยอดอพยพพุ่ง 1.6 แสน - กองทัพสวนคืนจัดหนัก บึ้มตึกสแกมเมอร์ ยึด "สมุดโน้ตลับ"

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 22 ธ.ค.68 ระบุว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนซึ่งเป็นคลิปวิดีโอว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน เพื่อซ่อนอำพรางเป็นฐานยิงจรวด BM-21 เข้ามาโจมตีในฝั่งไทย ซึ่งไทยได้รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อไว้ใช้สำหรับการประท้วงในเวทีนานาชาติ ให้ได้รับทราบถึงความโหดร้ายของฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดสิทธิ และอนุสัญญาระหว่างประเทศ

ปะทะเดือดสระแก้ว! ทหารไทย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย

โดยความคืบหน้าสถานการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ล่าสุดจนถึงเวลา 14.00 น. พบว่า เมื่อช่วงเช้า ฝ่ายกัมพูชาใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีเขตพลเรือนฝั่งไทย ลูกระเบิดตกใส่ยุ้งข้าวของชาวบ้านได้รับความเสียหาย ในพื้นที่ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จากนั้นเวลาประมาณ 11.30 น. ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงอาวุธหนักเข้าใส่ที่ตั้งของฝ่ายไทย บริเวณแนวชายแดน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดน จ.สระแก้ว ทำให้ต้องมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว รวมทั้งหมด 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด

ส่วนพื้นที่กาสิโน “ทมอดา” ซึ่งอยู่ในดินแดนอธิปไตยของไทย บริเวณบ้านท่าเส้น จ.ตราดนั้น ได้รับคำยืนยันจากกองทัพเรือว่าสามารถควบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากกองทัพอากาศในปฏิบัติการทางอากาศเพื่อโจมตีเป้าหมาย

ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ในส่วนพื้นที่ที่ควบคมได้แล้วนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนการสถาปนาความมั่นคง ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาได้โจมตีเข้ามา แม้จะเบาบางลงบ้าง แต่ยังพบว่ามีการโจมตีเข้ามาในบางจุด โดยฝ่ายไทยได้ป้องกันตนเองด้วยการยับยั้งการโจมตีกลับให้สิ้นสภาพ

ส่วนพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 คือ จ.ตราด จันทบุรี และสระแก้ว กองกำลังบูรพาได้เปิดปฏิบัติการเข้าควบคุมพื้นที่สำคัญ บริเวณบ้านคลองแผง บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาเป็นเวลานาน โดยฝ่ายไทยได้พยายามควบคุมพื้นที่คืน ปัจจุบันยังอยู่ในปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และต้องขอให้ประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติตามประกาศของทางราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

สรุปสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข (ข้อมูลล่าสุด ถึงเวลา 08.00 น. วันที่ 22 ธ.ค.68)

– ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบทางอ้อมจากเหตุการณ์) 37 คน

– ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบจากการโจมตของกัมพูชา) 1 คน

– ประชาชนได้รับบาดเจ็บ (จากการโจมตีของกัมพูชา) 6 คน

– ศูนย์พักพิง จำนวน 848 แห่ง

– ประชาชนในศูนย์พักพิง 167,395 คน

– โรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง

– รพ.สต. ได้รับผลกระทบ 197 แห่ง

ยึดสมุดโน้ตลับ มัดตัววางระเบิด

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ประเด็นทุ่นระเบิดสังหารนี้ ฝ่ายไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดเหตุปะทะ โดยเหตุการณ์เมื่อวาน (21 ธ.ค.) ถือเป็นครั้งที่ 8 ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประท้วงไปถึงกัมพูชา พร้อมแถลงประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยจะทำควบคู่ไปกับประธานรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ด้วยเช่นกัน

ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนในครั้งนี้ คือ สมุดบันทึกของทหารกัมพูชาที่ฝ่ายไทยตรวจพบ ได้ปรากฎข้อความเป็นวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่ฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดดังกล่าวไว้ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อันถือว่าเป็นหลักฐานที่กัมพูชาไม่สามารถปฏิเสธได้

“ครั้งที่ 8 นี้ต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะหลักฐานที่เรานำเสนอ เป็นหลักฐานที่ตรวจพบในพื้นที่บริเวณเกิดเหตุ เป็นสมุดโน้ตของทหารกัมพูชา ซึ่งมีทั้งพิกัด แผนที่การวางทุ่นระเบิด ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมย์ของฝ่ายทหารกัมพูชาอย่างชัดเจน ถือเป็นข้อมูลหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้” รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ

โดยประเด็นนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้หยิบยกหารือกับผู้แทนพิเศษของจีน ที่เดินทางมาพบเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยพิเศษ ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ในครั้งนี้ด้วย โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ จะกลับมาแถลงรายละเอียดผลลัพธ์การประชุมดังกล่าว ที่ประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (23 ธ.ค.)