ทำไม "นกปรอดหัวโขน" ถูกปลดจากสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ "ตัวเงินตัวทอง" ยังอยู่ในบัญชี

"นกปรอดหัวโขน" ถูกปลดออกจากสัตว์ป่าคุ้มครอง ยืนยันไม่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ส่วน "ตัวเงินตัวทอง" ยังอยู่ในบัญชี
คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มีมติเห็นชอบให้ถอดชื่อ นกปรอดหัวโขน หรือที่นิยมเรียกกันว่า "นกกรงหัวจุก" ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ชุมชน พร้อมยืนยันว่าจำนวนประชากรในธรรมชาติมีเพียงพอและไม่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
เปิดสาเหตุทำไมถึง "ปลดล็อก"
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจของคณะทำงาน พบว่าปัจจุบัน นกปรอดหัวโขน มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก โดยประเมินตัวเลขในธรรมชาติได้มากกว่า 44,421 ตัว และกว่าร้อยละ 51 อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานยืนยันว่าสถานภาพของนกชนิดนี้มีความมั่นคง สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ และสถิติการลักลอบล่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น
ดันสู่ "สัตว์เศรษฐกิจ" สร้างรายได้ถูกต้อง
การถอดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบดักจับนกจากป่า และส่งเสริมให้เกิดการเพาะเลี้ยงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เลี้ยงและเกษตรกรมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถพัฒนาสายพันธุ์เพื่อสร้างรายได้ และยกระดับให้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต

ย้ำชัด! ห้ามล่าใน "เขตป่า" เด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปลดล็อกแล้ว แต่กรมอุทยานฯ ยังคงมีมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยระบุชัดเจนว่า การล่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ยังคงเป็นความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะยังคงลาดตระเวนและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด หากพบว่าประชากรนกในธรรมชาติลดลงจนน่ากังวล ก็พร้อมที่จะพิจารณานำกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้งทันที
ทางออกที่สมดุล
มตินี้นับเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและส่งเสริมวิถีชีวิตชาวบ้านที่ผูกพันกับการเลี้ยงนกมายาวนาน แต่สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องช่วยกันรักษากติกา ไม่รบกวนนกในป่าธรรมชาติ เพื่อให้พวกมันยังคงอยู่คู่ป่าเมืองไทยต่อไป
ทำไม "ตัวเงินตัวทอง" ยังเป็นสัตว์คุ้มครอง
ในส่วนของ ตัวเงินตัวทอง หรือ เหี้ย สัตว์ที่หลายคนคุ้นเคยและพบเห็นได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำหรือแม้แต่ในชุมชนเมือง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าสามารถจับได้ แต่ความจริงแล้ว สัตว์ชนิดนี้ยังคงเป็น สัตว์ป่าคุ้มครอง ลำดับที่ 91 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
กฎหมายระบุชัดเจนว่า ห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง และห้ามเพาะพันธุ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ดังนั้นการไปไล่จับตัวเงินตัวทองตามท่อระบายน้ำหรือคลองหลังบ้านมาเลี้ยงหรือขาย จึงเป็นการกระทำที่ ผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวเงินตัวทองเป็น ผู้ล่าลำดับกลาง และเป็นสัตว์กินซาก ช่วยควบคุมจำนวนสัตว์บางชนิด เช่น หนู งู กบ รวมถึงช่วยกำจัดซากสัตว์ ลดการสะสมของเชื้อโรคในธรรมชาติ หากหายไปจะกระทบสมดุลของระบบนิเวศโดยตรง
ในอดีตตัวเงินตัวทองถูกล่าอย่างหนัก เพื่อนำไปบริโภค ทำเครื่องหนัง หรือค้าขายผิดกฎหมาย ทำให้จำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว รัฐจึงต้องออกกฎหมายคุ้มครองเพื่อหยุดการล่าและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แม้จะดูพบเห็นได้บ่อย แต่ตัวเงินตัวทองมีวงจรการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า หากถูกล่าอย่างต่อเนื่อง จำนวนประชากรจะฟื้นตัวได้ยาก
ปลดล็อก "เพาะเลี้ยงตัวเงินตัวทอง" เพื่อส่งออก
แม้จะยังเป็นสัตว์คุ้มครอง แต่ล่าสุดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประกาศเพิ่มชื่อ ตัวเงินตัวทอง เข้าไปในรายการ "สัตว์ป่าคุ้มครองที่เพาะพันธุ์ได้" เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดเครื่องหนังที่ต้องการหนังที่มีลวดลายละเอียด นุ่ม เหนียว และทนทาน รวมถึงตลาดสัตว์เลี้ยงสวยงาม
เงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจทำฟาร์ม:
- ต้องยื่นขอใบอนุญาตเพาะเลี้ยงจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ อย่างถูกต้อง
- ต้องซื้อพ่อแม่พันธุ์จากสถานีเพาะเลี้ยงที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
- ห้าม จับจากธรรมชาติมาเป็นพ่อแม่พันธุ์โดยเด็ดขาด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

