แก้วเก็บความเย็น 2 ประเภทที่ไม่ควรซื้อ เสี่ยงอันตราย เครื่องดื่มเสี่ยงกลายเป็นพิษ

แก้วเก็บความเย็น 2 ประเภทที่ไม่ควรซื้อ เสี่ยงอันตราย ใส่น้ำเปล่ายังเสี่ยงกลายเป็นพิษ
เป็นไอเทมที่หลายคนขาดไม่ได้ สำหรับ แก้วเก็บความเย็น หรือ กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ แต่รู้หรือไม่ว่า แก้วที่วางขายเกลื่อนตลาด หากเลือกผิดชีวิตอาจเปลี่ยน เพราะนอกจากจะเก็บอุณหภูมิไม่ได้นานแล้ว ยังอาจแฝงอันตรายจากสารปนเปื้อนที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว
แม้ภายนอกจะดูเหมือนกัน แต่คุณภาพวัสดุและกรรมวิธีการผลิตนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่คือ 2 ประเภทของแก้วเก็บความร้อนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า "ให้เลี่ยง" ไม่ว่าจะถูกหรือแพงแค่ไหนก็ไม่ควรซื้อมาใช้
1. แก้วที่ทำจากสแตนเลสเกรด 201
นี่คือประเภทที่ต้องระวังที่สุด มักพบในแก้วราคาถูกตามท้องตลาด จุดสังเกตคือมีน้ำหนักเบา ผิวสัมผัสบาง และดูอ๊อกแอ๊ก แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นสแตนเลส แต่เกรด 201 มีความต้านทานสนิมต่ำ และทนการกัดกร่อนได้น้อย
สแตนเลสเกรด 201 สามารถใช้กับอาหารได้ในบางกรณี เพราะข้อจำกัดของสแตนเลสเกรด 201 คือ ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ต่ำกว่าสแตนเลสเกรด 304 สแตนเลสเกรด 201 มีโอกาสเกิดสนิมมากกว่าเกรดอื่นๆ ดังนั้นจะไม่เหมาะกับการนำไปสัมผัสกับอาหารโดยตรงเป็นเวลานาน แต่จะใช้งานได้บางกรณี เช่น
- การใช้งานทั่วไปในครัว : สามารถใช้สแตนเลสเกรด 201 สำหรับการผลิตชั้นวางจาน ชั้นวางของ และอุปกรณ์ครัวทั่วไปที่ไม่ต้องสัมผัสกับความชื้นหรือของเหลวเป็นเวลานาน
- การสัมผัสอาหารระยะสั้น: เหมาะสำหรับการใช้งานที่สัมผัสกับอาหารระยะสั้น เช่น ถาดวางอาหารชั่วคราว หรืออุปกรณ์เสริมในครัว
หากนำมาใส่ชาร้อน น้ำร้อน เครื่องดื่มที่เป็นกรดกัดกร่อนเป็นเวลานาน โลหะหนักอาจละลายปนเปื้อนออกมากับน้ำดื่ม ซึ่งเป็นอันตรายสะสมต่อร่างกาย วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือให้ดูที่ก้นแก้วหรือภายในแก้ว ต้องมีรหัส "304" หรือ "316" ประทับอยู่ หากระบุแค่ "Stainless Steel" เฉยๆ โดยไม่มีตัวเลขเกรดกำกับ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของเกรดต่ำ ไม่ควรซื้อ

2. แก้วที่มีดีไซน์ซับซ้อนเกินความจำเป็น
นอกจากวัสดุแล้ว "ดีไซน์" ก็สำคัญ หลายคนแพ้ทางแก้วที่มีลูกเล่นเยอะๆ เช่น ฝาเกลียวหลายชั้น มีหลอดในตัว หรือมีหน้าจอดิจิทัลบอกอุณหภูมิ แม้จะดูสวยล้ำทันสมัย แต่ในระยะยาวแก้วเหล่านี้คือแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี
ซอกหลืบ ยางซีล หรือข้อต่อหลอดดูด มักทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง เมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดคราบสกปรกและราดำ สะสมแบคทีเรียที่เรามองไม่เห็น ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกแก้วที่ "ดีไซน์เรียบง่าย ปากกว้าง ล้างสะดวก" จะปลอดภัยและถูกสุขอนามัยมากกว่า
นอกจากนี้ยังควรระวังแก้วที่เคลมสรรพคุณเวอร์วัง เช่น "แก้วพลังงานบำบัด" "รุ่นลิมิเต็ดดาราใช้" หรือ "ไทเทเนียมบริสุทธิ์" (ในราคาถูกผิดปกติ) สินค้าเหล่านี้มักใช้การตลาดปั่นราคา แต่คุณภาพการใช้งานจริงแทบไม่ต่างจากแก้วธรรมดา
เคยมีกรณีแก้วที่อ้างว่าเคลือบสารพิเศษ แต่ใช้ไปสักพักสารเคลือบกลับหลุดลอกออกมาปนกับน้ำดื่ม กลายเป็นเสียเงินแพงฟรีแต่ได้ของอันตรายกลับมา จำไว้ว่าหน้าที่หลักของแก้วคือ "เก็บอุณหภูมิและปิดสนิท" หากทำสองอย่างนี้ได้ดีด้วยวัสดุมาตรฐาน ก็เพียงพอแล้ว
สเตนเลส 304 และ 316 เป็นสนิมได้หรือไม่?
ในท้องตลาดไม่ได้มีแค่สเตนเลส 304 และ 316 เท่านั้น แต่ยังมีเกรดอื่นๆ เช่น 201, 202 หรือ 403 ซึ่งแต่ละเกรดจะมีส่วนผสมของโครเมียมและนิกเกิลที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น สเตนเลส 304 จะมีโครเมียม 18% และนิกเกิล 10% ในขณะที่ สเตนเลส 316 จะมีโครเมียม 17% และนิกเกิล 12.5%
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมของใช้สำหรับเด็ก หรือเครื่องมือแพทย์ที่ทำจาก สเตนเลส 316 ถึงมีราคาสูงที่สุด เพราะมีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดนั่นเอง
หลายคนเข้าใจผิดว่าขึ้นชื่อว่าสเตนเลสแล้วจะไม่มีวันเป็นสนิม ความจริงคือทั้งเกรด 304 และ 316 สามารถเกิดสนิมได้หากถูกใช้งานผิดวิธี หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น สัมผัสสารเคมี กรด หรือความชื้นสะสมเป็นเวลานาน ดังนั้นการดูแลรักษาให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ไขข้อข้องใจ ตัวอักษร "L" และ "SUS" คืออะไร?
นอกจากตัวเลขแล้ว บางครั้งเราอาจเจอพ่วงท้ายด้วยตัวอักษร เช่น 304L ซึ่งตัว "L" ย่อมาจาก Low Carbon หมายถึงมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่ารุ่นปกติ ทำให้มีความแข็งแรงน้อยกว่าเล็กน้อย แต่มีข้อดีคือเชื่อมต่อได้ง่ายกว่าและลดโอกาสเกิดคาร์ไบด์บริเวณรอยเชื่อม
ส่วนคำว่า SUS ที่นำหน้าตัวเลข เช่น SUS 304 ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นชื่อมาตรฐานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (JIS) ดังนั้น SUS 304 ก็คือสเตนเลส 304 เหมือนกัน คุณสมบัติไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือของปลอมที่อาจใช้รหัสหลอกตาอย่าง "SVS 304" ซึ่งไม่มีในสารบบและอาจเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ

ความปลอดภัยในการใส่อาหาร
แม้สเตนเลสจะเป็นวัสดุที่ปลอดภัย แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้งาน 2 ประการหลัก ดังนี้:
- เลี่ยงการใส่ของเหลวที่มีฤทธิ์เป็นกรด: ไม่ควรเก็บนม น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ไว้ในกระติกสเตนเลสเป็นเวลานาน เพราะกรดอาจทำปฏิกิริยากับวัสดุและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
- ระวังสินค้าคุณภาพต่ำ: หม้อหรือกระทะราคาถูกผิดปกติ อาจเป็นสเตนเลสเกรดต่ำที่ทนความร้อนไม่ได้ เสี่ยงต่อการแตกหักหรือเสียรูปทรง ซึ่งเป็นอันตรายขณะปรุงอาหาร
สรุปเลือกใช้อย่างไรให้คุ้มค่า
การเลือกซื้อเครื่องใช้สเตนเลสควรดูรหัสให้เหมาะกับการใช้งาน หากต้องการความทนทานสูงและปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะของใช้เด็ก แนะนำ สเตนเลส 316 แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน สเตนเลส 304 ก็ถือว่าเพียงพอและคุ้มค่า ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบรหัสและเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

