จักษุแพทย์เตือน! หลังหยอดตา "ห้ามกะพริบตาถี่ๆ" หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
จักษุแพทย์แนะนำ "ห้ามกะพริบตาหลังหยอดตา" เผยวิธีการใช้น้ำยาหยอดตาที่ถูกต้อง
หลายคนมีความเชื่อว่า หลังจากหยอดตาแล้วต้องรีบ "กะพริบตาถี่ๆ" เพื่อให้น้ำยากระจายตัวทั่วดวงตา แต่รู้หรือไม่ว่านั่นคือ วิธีที่ผิด! นพ.ยาสุดะ มุไคจิ จักษุแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาเฉลยความจริงและแนะนำวิธีที่ถูกต้องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน
ทำไม "ห้าม" กะพริบตาหลังหยอดตา?
คุณหมออธิบายว่า การกะพริบตาถี่ๆ จะเป็นการปั๊มให้น้ำยาไหลออกจากดวงตาไปพร้อมกับน้ำตา ทำให้ตัวยาไม่ได้สัมผัสกับกระจกตาหรือเยื่อบุตาได้นานพอ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลงไปกว่าครึ่ง
นอกจากนี้ การกะพริบตายังดันให้น้ำยาไหลลงสู่ท่อน้ำตา (ที่เชื่อมกับจมูกและคอ) ทำให้เรารู้สึกขมในคอ หรือในบางกรณีร่างกายอาจดูดซึมตัวยาเหมือนยาสำหรับรับประทาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้
วิธีหยอดตาที่ถูกต้อง (ทำตามนี้ได้ผล 100%)
- หยอดตาเพียง 1 หยด: ปริมาณนี้เพียงพอแล้ว การหยดมากกว่านี้จะล้นออกมาและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
- หลับตานิ่งๆ 1 นาที: ห้ามกะพริบตา! ให้หลับตาเบาๆ ค้างไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อให้ยาซึมซาบเข้าสู่ดวงตา
- กดหัวตาเบาๆ: ในขณะหลับตา ให้ใช้นิ้วกดที่หัวตาเบาๆ เพื่อปิดท่อน้ำตา ป้องกันยาไหลลงคอ
เทคนิคสำหรับคน "หยอดไม่เก่ง"
ใครที่กลัวการหยอดตา คุณหมอมีทริคมาฝาก:
- ดึงเปลือกตาล่าง: ใช้นิ้วดึงหนังตาล่างลงมาให้เป็นกระเปาะ
- หยอดใส่ "ตาขาว": อย่าเล็งที่ตาดำโดยตรง เพราะจะทำให้ตกใจจนเผลอกะพริบตา ให้หยดลงในกระเปาะเปลือกตาล่างหรือตาขาวแทน
iStockphoto
เคล็ดลับหยอดตาให้เด็ก (พ่อแม่ต้องรู้)
สำหรับเด็กๆ ที่กลัวหรือไม่ยอมลืมตา คุณหมอแนะนำวิธีที่นุ่มนวลกว่า:
- ให้นอนลง: ท่านี้จะนิ่งกว่าท่านั่ง
- หยอดตอน "หลับตา" ได้: ให้เด็กหลับตาปี๋ แล้วหยดน้ำยาลงบริเวณหัวตา พอเด็กเผลอลืมตา ยาจะไหลเข้าตาเองโดยอัตโนมัติ
- อย่าให้เห็นขวด: เข้าหาจากด้านข้างหรือด้านบน ไม่เอาขวดจ่อหน้าตรงๆ เพื่อลดความกลัว
ข้อควรระวังเรื่องความสะอาด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ห้าม" ให้ปลายขวดสัมผัสกับขนตาหรือผิวหนังเด็ดขาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน และควรปิดฝาให้สนิท เก็บในที่เย็น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะหรือยาแก้แพ้ ควรเปลี่ยนขวดใหม่หลังเปิดใช้ 1 เดือน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี