พืชมหัศจรรย์ อยู่มา 270 ล้านปี จากอาหารไดโนเสาร์ สู่ยาอายุวัฒนะของมนุษย์

พืชมหัศจรรย์ อยู่มา 270 ล้านปี จากอาหารไดโนเสาร์ สู่ยาอายุวัฒนะของมนุษย์

พืชมหัศจรรย์ อยู่มา 270 ล้านปี จากอาหารไดโนเสาร์ สู่ยาอายุวัฒนะของมนุษย์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

พืชมหัศจรรย์ ประวัติศาสตร์ยาวนาน 270 ล้านปี จากอาหารไดโนเสาร์ สู่ยาอายุวัฒนะของมนุษย์

เมื่อพูดถึง "แปะก๊วย" (Ginkgo biloba) หลายคนอาจนึกถึงสมุนไพรจีนหรือขนมหวานแสนอร่อย แต่รู้หรือไม่ว่าพืชชนิดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 270 ล้านปี เรียกว่าอยู่มาตั้งแต่ยุคเดียวกับไดโนเสาร์ จนได้รับฉายาว่า "ฟอสซิลมีชีวิต" ในปัจจุบันถือว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ที่สวยงามทั้งรูปลักษณ์และสรรพคุณ

จากยุคไดโนเสาร์สู่ "ฟอสซิลมีชีวิต"

แปะก๊วยถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคเพอร์เมียน (Permian) หรือประมาณ 270-300 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์เริ่มปรากฏตัวบนโลก แปะก๊วยจึงเป็นอาหารของไดโนเสาร์กินพืช ในอดีตพืชกลุ่มนี้มีความหลากหลายมาก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ญาติๆ ของมันได้สูญพันธุ์ไปจนหมด เหลือเพียง Ginkgo biloba สายพันธุ์เดียวที่ยังคงอยู่

ความน่าทึ่งคือ ลักษณะของต้นแปะก๊วยในปัจจุบันแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากบรรพบุรุษในยุคดึกดำบรรพ์เลย การที่มันสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ข้ามกาลเวลามาได้อย่างยาวนาน ทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็น ฟอสซิลมีชีวิต (Living Fossil) ที่ยังหลงเหลือให้เราได้เห็นและสัมผัสได้จริง

ตำนานต้นแปะก๊วยพันปี ความงดงามแห่งแดนมังกร

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแปะก๊วยคือ "ความอายุยืน" ในประเทศจีนมีต้นแปะก๊วยโบราณหลายต้นที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี บางต้นอาจมีอายุถึง 3,000 ปีเลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวอันยอดเยี่ยมของพืชชนิดนี้

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) ต้นแปะก๊วยเหล่านี้จะเปลี่ยนสีผลัดใบพร้อมกัน จนกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามทั่วทั้งต้น พื้นดินรอบโคนต้นจะถูกปูพรมด้วยใบไม้สีทองดุจมหาสมุทรสีเหลือง สร้างทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาดและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยี่ยมชม

ใบแป๊ะก๊วยมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ พบว่ามีการนำเข้าไปปลูกในประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายเซน เมื่อประมาณ ช่วงราว ค.ศ. 1300 มีลักษณะพิเศษคือจะผลัดใบไม่พร้อมกันทุกต้น แต่เมื่อผลัดใบ ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วร่วงหล่นทั้งต้นภายในไม่กี่วัน

การแยกเพศต้นแปะก๊วย

ธรรมชาติของแปะก๊วยมีการแบ่งแยกเพศชัดเจนระหว่าง "ต้นตัวผู้" และ "ต้นตัวเมีย" โดยต้นตัวเมียจะออกผลสีเหลือง ซึ่งเมื่อสุกงอมจะปล่อยกลิ่นเหม็นรุนแรง คล้ายกลิ่นของเน่าเสีย เนื่องจากการย่อยสลายของสารเคมีภายในเมล็ด

ด้วยเหตุนี้ ในการจัดสวนสาธารณะหรือปลูกเพื่อความสวยงาม จึงนิยมปลูก "ต้นตัวผู้" มากกว่า เพราะไม่มีผลร่วงหล่นส่งกลิ่นรบกวน ทำให้ผู้คนสามารถชื่นชมใบรูปพัดสีเหลืองทองได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์

ผลแปะก๊วยมีกลิ่นเหม็น

สุดยอดสมุนไพรบำรุงสมองและระบบไหลเวียนเลือด

ชาวจีนเชื่อว่าแปะก๊วยเป็น "ยาอายุวัฒนะ" มาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันวงการแพทย์ทั่วโลกต่างยอมรับสรรพคุณของสารสกัดจากใบแปะก๊วย โดยเฉพาะสารกลุ่ม Flavonoids และ Terpenoids ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีประโยชน์หลักๆ ดังนี้:

  • บำรุงสมองและความจำ: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ป้องกันอาการหลงลืมและลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer disease)
  • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต: ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปสู่ปลายมือและปลายเท้าได้ดีขึ้น ลดอาการชาจากการขาดเลือด
  • ต้านโรคซึมเศร้า: ช่วยปรับสมดุลการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ

เพื่อให้ร่างกายนำสารสำคัญไปใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ในรูปแบบที่เรียกว่า Phytosome เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กทำได้ดียิ่งขึ้น แปะก๊วยจึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการดูแลสุขภาพสมองของผู้คนในยุคนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล