เปิดตำนาน ฟาโรห์หญิงผู้ต้อง "สวมเครา" เพื่อครองอียิปต์ ทรงอิทธิพลจนถูกลบชื่อ 3,500 ปี!

เปิดตำนาน ฟาโรห์หญิงผู้ต้อง "สวมเครา" เพื่อครองอียิปต์ ทรงอิทธิพลจนถูกลบชื่อ 3,500 ปี!

เปิดตำนาน ฟาโรห์หญิงผู้ต้อง "สวมเครา" เพื่อครองอียิปต์ ทรงอิทธิพลจนถูกลบชื่อ 3,500 ปี!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ฮัตเชปซุต คือใคร? เปิดตำนาน "ฟาโรห์หญิง" ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอียิปต์โบราณ

 เปิดตำนาน "ฮัตเชปซุต" ฟาโรห์หญิงผู้ต้อง "สวมเครา" เพื่อครองอียิปต์ หนึ่งเดียวที่กล้าท้าทายกฎบุรุษ จนถูกสั่งลบตัวตนจากหน้าประวัติศาสตร์นาน 3,500 ปี

ในหน้าประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ การขึ้นครองราชย์เป็นผู้นำสูงสุดมักถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของบุรุษ แต่ท่ามกลางกฎเกณฑ์เหล่านั้น มีสตรีผู้หนึ่งที่กล้าหาญก้าวข้ามจารีตประเพณี จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด "ฮัตเชปซุต" (Hatshepsut) คือสตรีผู้กุมอำนาจปกครองอียิปต์ในช่วงศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสตกาล นำพาความสงบสุขและความรุ่งเรืองมาสู่ดินแดนไอยคุปต์ แม้ว่าเรื่องราวของพระนางจะเคยถูกลบหายไปจากประวัติศาสตร์นานกว่า 3,500 ปีก็ตาม

จากราชินีสู่บัลลังก์ฟาโรห์

ฮัตเชปซุตเป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 (Thutmose I) และราชินีอาโมส พระนางได้ขึ้นเป็นราชินีจากการอภิเษกสมรสกับทุตโมสที่ 2 (Thutmose II) ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ในปี 1479 ก่อนคริสตกาล ฮัตเชปซุตจึงรับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน "ทุตโมสที่ 3" (Thutmose III) โอรสบุญธรรมที่ยังทรงพระเยาว์

ทว่า แทนที่จะวางมือเมื่อทุตโมสที่ 3 เจริญวัยพอที่จะปกครองแผ่นดิน ฮัตเชปซุตกลับตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศตนเป็นฟาโรห์และปกครองอียิปต์ด้วยพระองค์เอง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่หาญกล้าและท้าทายบริบททางสังคมในยุคนั้นเป็นอย่างมาก

กลยุทธ์สร้างความชอบธรรม: สตรีในคราบกษัตริย์

เพื่อสร้างความมั่นคงและชอบธรรมในการครองบัลลังก์ ฮัตเชปซุตได้นำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในรูปแบบของฟาโรห์ชายผ่านรูปปั้นและภาพสลักต่างๆ พระนางสวมเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมกษัตริย์ และที่โดดเด่นที่สุดคือการสวม "เคราปลอม" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของฟาโรห์ แม้จะต้องเผชิญกับคำครหา แต่ด้วยปรีชาสามารถและความเฉลียวฉลาด พระนางสามารถประคองอำนาจและปกครองอียิปต์มายาวนานถึง 21 ปี

ยุคทองแห่งสถาปัตยกรรมและการค้าขาย

รัชสมัยของฮัตเชปซุตไม่ได้โดดเด่นเรื่องการทำสงคราม แต่เน้นการสร้างความมั่งคั่งและถาวรวัตถุ พระนางโปรดให้สร้างสถาปัตยกรรมที่งดงามและยิ่งใหญ่มากมาย โดยเฉพาะ วิหารเดียร์ เอล-บาห์รี (Deir el-Bahri) วิหารหินทรายสามชั้นที่ลดหลั่นกันอย่างสวยงาม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมของโลกยุคโบราณ

นอกจากนี้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งคือการส่งคณะสำรวจเดินทางข้ามทะเลแดงไปยังดินแดนพันท์ (Land of Punt) การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถนำสินค้ามีค่ากลับมามากมาย เช่น ทองคำ งาช้าง ไม้หอม และสัตว์แปลกตา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและทำให้อียิปต์ในยุคนั้นเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์

ความพยายามลบตัวตนและปริศนาที่ถูกค้นพบ

หลังจากฮัตเชปซุตสิ้นพระชนม์ในปี 1458 ก่อนคริสตกาล เมื่อทุตโมสที่ 3 ได้ขึ้นครองอำนาจอย่างเต็มตัว พระองค์ได้พยายามลบร่องรอยของฮัตเชปซุตออกจากหน้าประวัติศาสตร์ รูปปั้นและวิหารที่สร้างเพื่อเชิดชูเกียรติของพระนางถูกทำลาย หรือถูกสลักชื่อทับให้กลายเป็นชื่อของฟาโรห์ชายองค์อื่นแทน เพื่อกลบฝังตำนานของกษัตริย์หญิงผู้นี้

อย่างไรก็ตาม ความจริงย่อมปรากฏ ในปี ค.ศ. 1822 นักโบราณคดีสามารถถอดรหัสอักษรภาพเฮียโรกลิฟิกที่วิหารเดียร์ เอล-บาห์รี และค้นพบชื่อของพระนางอีกครั้ง ต่อมาในปี 1903 "โฮเวิร์ด คาร์เตอร์" (Howard Carter) ได้ค้นพบโลงศพของพระนางในหุบเขากษัตริย์ และต้องใช้เวลาอีกเกือาศตวรรษกว่าจะยืนยันมัมมี่ของพระนางได้สำเร็จ

บทสรุปตำนานราชินีผู้เกรียงไกร

ปัจจุบัน ฮัตเชปซุตได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโลกยุคโบราณ เรื่องราวของพระนางไม่ใช่เพียงแค่การแก่งแย่งชิงอำนาจ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถและความเป็นผู้นำของสตรีที่สามารถนำพาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ทลายกำแพงแห่งเพศสภาพ และกลายเป็นตำนานที่โลกไม่มีวันลืม

อัลบั้มภาพ 9 ภาพ

อัลบั้มภาพ 9 ภาพ ของ เปิดตำนาน ฟาโรห์หญิงผู้ต้อง "สวมเครา" เพื่อครองอียิปต์ ทรงอิทธิพลจนถูกลบชื่อ 3,500 ปี!

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล