เช็กข่าวชัวร์ : กินน้ำมันมะกอกติดกัน 30 วัน รักษาโรคสะเก็ดเงินได้จริงหรือ?

เช็กข่าวชัวร์ : กินน้ำมันมะกอกติดกัน 30 วัน รักษาโรคสะเก็ดเงินได้จริงหรือ?

เช็กข่าวชัวร์ : กินน้ำมันมะกอกติดกัน 30 วัน รักษาโรคสะเก็ดเงินได้จริงหรือ?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

Fact Check ข่าวอ้างว่า “ทานน้ำมันมะกอกติดต่อกัน 30 วัน รักษาโรคสะเก็ดเงินได้” จริงหรือไม่

ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความระบุว่า การทานน้ำมันมะกอกต่อเนื่อง 30 วันสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ จนทำให้หลายคนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีรักษาโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดนี้ เนื้อหาดังกล่าวถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางในลักษณะคล้ายคำแนะนำสุขภาพ แต่ไม่มีแหล่งข้อมูลทางการรองรับ จึงเข้าข่าย “ข่าวปลอม” และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ร่วมกับข้อมูลทางการจากสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อไขข้อสงสัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่

คำถาม

จริงหรือไม่ที่มีการแชร์ว่า “ทานน้ำมันมะกอกติดต่อกัน 30 วัน สามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้” และมีหน่วยงานทางการรับรองข้อมูลนี้?

การตรวจสอบ

กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อความที่ถูกแชร์ พบว่าไม่มีการอ้างอิงงานวิจัยหรือแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ใดรองรับว่าการทานน้ำมันมะกอกเพียงอย่างเดียวสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้โดยตรง ข้อความดังกล่าวเป็นการสรุปผลเกินจริงและอาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวทางการรักษามาตรฐาน

จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุชัดว่า ปัจจุบันโรคสะเก็ดเงินมีการรักษาหลายรูปแบบ เช่น ยาทา ยารับประทาน การฉายแสงอาทิตย์เทียม (phototherapy) และยาชีววัตถุ (biologic agents) แต่ “ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า การทานน้ำมันมะกอกสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้โดยตรง”

แม้จะมีงานวิจัยบางส่วนที่กล่าวถึงประโยชน์ของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งประกอบด้วยผัก ผลไม้ ปลา และไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ที่อาจช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกายและสัมพันธ์กับการทุเลาของอาการ แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่สามารถใช้แทนการรักษามาตรฐานได้ และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริง

ข้อมูลที่ระบุว่า “ทานน้ำมันมะกอก 30 วัน รักษาโรคสะเก็ดเงินได้” เป็นข่าวปลอม ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ และไม่สามารถใช้แทนแนวทางการรักษามาตรฐานได้

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล