"เด็กหน้าผากกว้างจะฉลาด" เรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ? วิทยาศาสตร์เผยคำตอบ

"เด็กหน้าผากกว้างจะฉลาด" เรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ? วิทยาศาสตร์เผยคำตอบ

"เด็กหน้าผากกว้างจะฉลาด" เรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ? วิทยาศาสตร์เผยคำตอบ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ความเชื่อ “เด็กหน้าผากกว้างจะฉลาด” เรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ? คำตอบจากวิทยาศาสตร์อาจทำให้แปลกใจ!

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดโบราณว่า “หน้าผากกว้างทำราชการดี” หรือ “หน้าผากเต็มคือคนฉลาด” แต่ในมุมของวิทยาศาสตร์แล้ว ความกว้างของหน้าผากกับระดับสติปัญญา (IQ) มีความสัมพันธ์กันจริงหรือไม่?

หน้าผากกว้างเกี่ยวข้องกับความฉลาดจริงหรือ?

ตามหลักโหงวเฮ้ง คนหน้าผากกว้างมักถูกมองว่า “รับแสงได้ดี มีปัญญาและมองการณ์ไกล” จึงมักประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เมื่อมองในเชิงวิทยาศาสตร์ ด้านหลังของหน้าผากคือ สมองส่วนหน้าผาก (prefrontal cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจ การคิดเชิงตรรกะ และการควบคุมอารมณ์ งานวิจัยชี้ว่าผู้ที่มีสมองส่วนนี้หนาและมีปริมาตรมาก มักมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และควบคุมตนเองได้ดีกว่า

Pixabay

อย่างไรก็ตาม ความกว้างของหน้าผากภายนอกไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้โดยตรงถึงขนาดหรือประสิทธิภาพของสมองส่วนนี้ ดังนั้น “หน้าผากใหญ่ = ฉลาด” จึงไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์

ทำไมบางคนหน้าผากแคบ?

ลักษณะหน้าผากของเด็กอาจได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในครรภ์ หรือแรงกดขณะคลอด และท่านอนหลังคลอด ข้อมูลทางพันธุกรรมยังบ่งชี้ว่า “หน้าผากกว้าง” เป็นลักษณะของยีนเด่น ส่วน “หน้าผากแคบ” เป็นยีนด้อย

หากพ่อแม่ทั้งคู่หน้าผากแคบ ลูกก็มักจะมีหน้าผากแคบเช่นกัน แต่หากลูกหน้าผากแคบ ก็ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ต้องเหมือนกันเสมอไป ทั้งนี้ หากต้องการปรับรูปทรงศีรษะของทารก ควรทำในช่วงอายุ 4–6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ศีรษะยังสามารถเปลี่ยนรูปได้ง่าย เพียงเปลี่ยนท่านอนเป็นประจำก็ช่วยได้มาก

Singkham

อะไรคือปัจจัยที่มีผลต่อ IQ จริง ๆ ?

1. กรรมพันธุ์

งานวิจัยพบว่าพันธุกรรมมีอิทธิพลต่อ IQ ราว 50–60% เด็กที่พ่อแม่ฉลาดมักมีแนวโน้มฉลาดตาม โดยเฉพาะยีนที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญามักอยู่บนโครโมโซม X ซึ่งหมายความว่า “แม่” มีอิทธิพลต่อ IQ ของลูกมากกว่าพ่อ

2. โภชนาการ

สารอาหารคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์และ 3 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็น “ช่วงทองของสมอง” เนื่องจากกว่า 90% ของโครงสร้างสมองจะพัฒนาเสร็จก่อนอายุ 2 ปี

คุณแม่ควรรับประทานอาหารครบหมู่ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดควรให้ลูกดื่มนมแม่ เพราะมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างเยื่อไมอีลิน (myelin) ซึ่งเป็นตัวเร่งการสื่อสารของระบบประสาท ส่งผลต่อความจำและการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง

เมื่อเด็กอายุ 5–6 เดือน ควรเริ่มอาหารเสริมที่มีโปรตีนและสารอาหารหลากหลาย เพื่อช่วยพัฒนาสมองและป้องกันการขาดสารอาหารที่อาจกระทบต่อ IQ

3. การเรียนรู้และฝึกฝน

คำกล่าวว่า “อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจ 1% และความพยายาม 99%” ยังคงใช้ได้เสมอ เด็กที่ขยันและมีแรงจูงใจในการเรียนรู้จะสามารถพัฒนาศักยภาพทางสมองได้ดีกว่าคนที่มีพรสวรรค์แต่ไม่พยายาม สมองยิ่งถูกใช้งานก็ยิ่งแกร่งขึ้น

4. สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู

บรรยากาศในครอบครัวและวิธีเลี้ยงดูของพ่อแม่มีอิทธิพลต่อ IQ และ EQ ของเด็กอย่างมาก บ้านที่อบอุ่นและไม่กดดันช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงทางอารมณ์และเรียนรู้ได้ดี ในทางกลับกัน หากเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดหรือมีความกลัวเป็นประจำ อาจส่งผลให้พัฒนาการด้านสมองช้าลงและขาดความมั่นใจในตนเอง

สรุป:

ขนาดหน้าผากไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความฉลาดของเด็ก แต่ “การเลี้ยงดู โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม” ต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ เด็กทุกคนสามารถพัฒนา IQ ได้ หากได้รับโอกาสในการเรียนรู้และการสนับสนุนที่เหมาะสมจากครอบครัว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล