เปิดต้นกำเนิด "ยาบ้า" ยาที่เคยถูกกฎหมาย ซื้อได้ในร้านขายยา สู่ "ยานรก" โทษมหันต์

เปิดต้นกำเนิด "ยาบ้า" ยาที่เคยถูกกฎหมาย ซื้อได้ในร้านขายยา สู่ "ยานรก" โทษมหันต์

เปิดต้นกำเนิด "ยาบ้า" ยาที่เคยถูกกฎหมาย ซื้อได้ในร้านขายยา สู่ "ยานรก" โทษมหันต์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดประวัติ “ยาบ้า” เส้นทางยามหัศจรรย์ สู่ยาเสพติดโทษร้ายแรง รู้หรือไม่ เมื่อก่อนมันเคยถูกกฎหมาย!

“ยาม้า” หรือ “ยาขยัน” เคยเป็นยาที่คนไทยยุคก่อนใช้เพื่อเพิ่มพลังและความทนทานในการทำงาน แต่ในปี 2539 คำเรียกนี้ถูกเปลี่ยนเป็น “ยาบ้า” เพื่อสร้างการรับรู้ในทางลบ โดย เสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็น “ยามหัศจรรย์” ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาชญากรรมและความพินาศทางสังคม

ย้อนกลับไปในปี 1887 นักเคมีชาวโรมาเนีย ลาซาร์ เอเดลีอานู สังเคราะห์สารแอมเฟตามีนขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพื่อใช้รักษาโรคคัดจมูกและโรคสมาธิสั้น ต่อมาในปี 1893 นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น นางาอิ นางาโยชิ ได้สังเคราะห์เมทแอมเฟตามีนจากเอฟิดรีน ก่อนที่ อากิระ โอกาตะ จะพัฒนาเป็นรูปแบบละลายน้ำได้ในปี 1919 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของ “ยาบ้า” ที่ใช้กันในปัจจุบัน

ยุคทองของ “ยามหัศจรรย์”

ปี 1932 บริษัท Smith, Kline & French ผลิตยาแอมเฟตามีนในชื่อการค้า “Benzedrine” ใช้รักษาอาการคัดจมูกและโรคสมาธิสั้น ยาชนิดนี้ได้รับฉายาว่า “ยามหัศจรรย์” เพราะช่วยให้คนทำงานได้นานขึ้น นักเรียนอ่านหนังสือได้อึดขึ้น และแม่บ้านยุค 1950 ใช้เพื่อลดความอ้วน จนกลายเป็นยาที่ซื้อได้ทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

“ยาทหาร” ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนถูกใช้ในกองทัพทั่วโลก โดยเฉพาะเยอรมนีที่ผลิตยา “เพอร์วิติน” ให้ทหารนาซีใช้เพิ่มพลังและลดความเหนื่อยล้า มีการผลิตกว่า 35 ล้านเม็ดเพื่อใช้ในแนวหน้า ยานี้ช่วยให้ทหารอดหลับได้หลายวัน และกลายเป็นหนึ่งใน “อาวุธลับ” ของสงคราม

จากยาวิเศษ สู่ “ยาเสพติด” ที่ผิดกฎหมาย

เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงคราม การใช้ยากลุ่มนี้เริ่มระบาดในหมู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในอเมริกาและญี่ปุ่นที่พบผู้ใช้หลายล้านคน รัฐบาลทั่วโลกจึงเริ่มควบคุมอย่างเข้มงวด ในไทย กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้แอมเฟตามีนเป็นยาอันตรายตั้งแต่ปี 2498 และในปี 2514 ถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2

“ยาม้า” กลายเป็น “ยาบ้า”

ช่วงปลายทศวรรษ 2530 ผู้ผลิตในไทยสามารถสังเคราะห์เมทแอมเฟตามีนเองได้ ทำให้ยาระบาดในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องเข้มงวดขึ้น และในปี 2539 มีการประกาศจัดแอมเฟตามีนและอนุพันธ์เป็นยาเสพติดประเภท 1 พร้อมเปลี่ยนชื่อจาก “ยาม้า” เป็น “ยาบ้า” เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของสารกระตุ้นที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “ยาวิเศษ”

จากพลังแห่งมนุษย์ สู่ภัยของสังคม

เส้นทางของ “ยาบ้า” คือภาพสะท้อนของมนุษย์ที่พยายามใช้วิทยาศาสตร์ยกระดับขีดจำกัดของตนเอง แต่กลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อยาที่เคยสร้างพลังกลายเป็นต้นเหตุของความพินาศทั้งในระดับบุคคลและสังคม และถึงวันนี้ “ยาบ้า” ยังคงเป็นปัญหายาเสพติดอันดับต้นๆ ของไทยที่ยังต้องรับมืออย่างต่อเนื่อง

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล