สงสัยไหม ทำไมไม่ค่อยเห็น "โทรศัพท์มือถือ" ในความฝัน ผู้เชี่ยวชาญเผยเหตุผล

สงสัยไหม ทำไมไม่ค่อยเห็น "โทรศัพท์มือถือ" ในความฝัน ผู้เชี่ยวชาญเผยเหตุผล

สงสัยไหม ทำไมไม่ค่อยเห็น "โทรศัพท์มือถือ" ในความฝัน ผู้เชี่ยวชาญเผยเหตุผล
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผู้เชี่ยวชาญเผยเหตุผลน่าทึ่ง ทำไมเราจึงไม่ค่อยเห็น "โทรศัพท์มือถือ" มาโผล่ในความฝัน

ทั้งที่เราใช้สมาร์ตโฟนแทบตลอดทั้งวัน แต่เมื่อหลับไปแล้วกลับแทบไม่เคยเห็น โทรศัพท์มือถือในความฝัน เลย หลายคนอาจจำเรื่องราวในฝันได้ละเอียด ทั้งคน สถานที่ หรือเหตุการณ์แปลกประหลาด แต่ลองนึกดีๆ ว่ามือถือเคยโผล่มาในฝันบ่อยแค่ไหน

คำตอบจากงานวิจัยกลับชี้ว่า อุปกรณ์ที่ครองชีวิตยามตื่นของเรา กลับแทบไม่มีบทบาทในโลกของความฝัน และนักวิจัยด้านความฝันก็มีคำอธิบายที่น่าสนใจอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

ทั้งที่ใช้ทั้งวัน แต่มือถือกลับแทบไม่โผล่ในความฝัน

แม้มนุษย์จะฝันแทบทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงหลับลึกหรือระยะ REM แต่งานวิจัยชี้ว่า มีเพียงประมาณ 2.7% ของผู้ชาย และ 3.5% ของผู้หญิงเท่านั้นที่รายงานว่าตนเคยฝันถึงโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบทบาทของสมาร์ตโฟนในชีวิตจริงของเรา ไม่ว่าจะใช้ทำงาน แชต ดูคลิป หรือเล่นโซเชียลมีเดียตลอดทั้งวัน

ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่อื่นๆ อย่างรถยนต์ เรือ เครื่องบิน หรือลิฟต์ กลับปรากฏในความฝันอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อโทรทัศน์สีเริ่มแพร่หลาย ผู้คนก็เริ่มฝันเป็นภาพสีมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า บางเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อโลกในจินตนาการของเรามากกว่าสมาร์ตโฟนเสียอีก

Kampus Production

ผู้หญิง–ผู้ชายฝันต่างกัน แต่ “ไม่ค่อยมีมือถือ” เหมือนกัน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ด้านความฝันระบุว่า ผู้หญิงมักฝันถึงคนที่รู้จักหรือคนที่ตนคุ้นเคย และฉากในฝันมักเกิดขึ้นในสถานที่ใกล้ตัว เช่น บ้านหรือที่ทำงาน ขณะที่ผู้ชายมักฝันในฉากกลางแจ้งมากกว่า และมักมีคนแปลกหน้าโผล่มาในเรื่องราวในฝัน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย West of England ในเมืองบริสตอล ยังพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มฝันร้ายมากกว่าผู้ชาย แต่แม้รูปแบบความฝันของแต่ละเพศจะต่างกัน ทั้งสองกลุ่มกลับมีจุดร่วมอย่างหนึ่ง คือ แทบไม่ค่อยฝันเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ เลย ซึ่งยิ่งทำให้นักวิจัยสนใจที่จะหาคำตอบว่าเกิดจากอะไร

ทำไมรถ เรือ ลิฟต์ ถึงครองพื้นที่ในความฝันมากกว่าสมาร์ตโฟน

ดร. เคลลี่ บัลเคลีย์ นักจิตวิทยาและนักวิจัยด้านความฝัน อธิบายผ่านบทความใน Psychology Today ว่า เทคโนโลยีที่ปรากฏในความฝันบ่อยที่สุดกลับไม่ใช่เทคโนโลยีสื่อสารหรือความบันเทิง แต่คือ “เทคโนโลยีการขนส่ง” เช่น รถยนต์ รถบัส เรือ หรือเครื่องบิน ซึ่งถูกใช้งานมานานกว่าร้อยปี

เขาตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีขนส่งมี “ผลกระทบต่อร่างกาย” โดยตรงมากกว่า เรารู้สึกได้ถึงแรงสั่น การเร่งความเร็ว การเหวี่ยงของร่างกายเมื่อรถเลี้ยวหรือเบรก ซึ่งให้ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่รุนแรงกว่าการเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ ดังนั้น สมองจึงอาจหยิบเอาประสบการณ์ที่มีผลกับร่างกายชัดเจนไปแปรรูปเป็นภาพในความฝันได้มากกว่า

Kampus Production

ทฤษฎี “ซ้อมรับมือความกลัว” ทำไมเราไม่ค่อยฝันเรื่องแชตหรือไถฟีด

อลิซ ร็อบบ์ ผู้เขียนหนังสือ Why We Dream: The Transformative Power of Our Nightly Journey เสนอแนวคิดที่เรียกว่า Threat Simulation Hypothesis หรือ “สมมติฐานการจำลองภัยคุกคาม” เธออธิบายว่า จุดประสงค์หนึ่งของความฝันคือ การให้สมองได้ “ซ้อมรับมือ” ความกลัวและสถานการณ์ตึงเครียดในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

เพราะเหตุนี้ มนุษย์จึงมักฝันถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเอาตัวรอด เช่น การหนี การต่อสู้ หรือเผชิญหน้ากับอันตราย มากกว่าภาพการนั่งอ่านหรือเขียน หรือการกดโทรศัพท์มือถือในความฝัน ซึ่งล้วนเป็นทักษะใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษย์และไม่ได้สัมพันธ์กับสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดโดยตรง

VR อาจเป็น “เทคโนโลยีแห่งความฝัน” ในอนาคต

ดร.บัลเคลีย์ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในอนาคต เทคโนโลยีอย่าง Virtual Reality (VR) อาจเริ่มเข้าไปมีบทบาทในความฝันมากขึ้น หากผู้คนใช้เวลาจมอยู่ในโลกเสมือนจริงบ่อยและนานพอ ประสบการณ์สมจริงที่กระตุ้นทั้งสายตา การทรงตัว และอารมณ์ อาจทำให้สมองดึงภาพเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในความฝันได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ “เทคโนโลยีที่ปรากฏบ่อยที่สุดในความฝันของผู้คน” ยังคงเป็นรถยนต์และยานพาหนะต่างๆ มากกว่าสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ แม้ในโลกความเป็นจริงเราจะใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้นทุกวันก็ตาม

สรุป: โทรศัพท์มือถือในความฝันอาจไม่สำคัญเท่าที่เราคิด

แม้สมาร์ตโฟนจะเป็นศูนย์กลางของชีวิตสมัยใหม่ แต่ โทรศัพท์มือถือในความฝัน กลับแทบไม่มีบทบาท เหตุผลอาจมาจากทั้งการที่สมองให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ส่งผลแรงต่อร่างกาย เช่น การเดินทาง รวมถึงธรรมชาติของความฝันที่ใช้เป็น “สนามซ้อม” เพื่อรับมือความกลัวและภัยคุกคามมากกว่ากิจกรรมในชีวิตดิจิทัล

เมื่อเข้าใจกลไกนี้แล้ว เราอาจมองความฝันในมุมใหม่ว่า ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝันยามหลับ แต่สะท้อนสิ่งที่สมองมองว่าสำคัญต่อการเอาตัวรอดในระดับลึกที่สุด มากกว่าเรื่องโทรศัพท์มือถือที่เราใช้ทุกวันเสียอีก

  1. UNILAD
  2. Psychology Today
  3. The Cut
  4. Why We Dream – Alice Robb
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล