หญิงอ้วนท้องโตผิดปกติ วอนรัฐเข้าช่วยเหลือ

หญิงอ้วนท้องโตผิดปกติ วอนรัฐเข้าช่วยเหลือ
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

พบหญิงอ้วนน้ำหนัก 210 กิโลกรัม มีอาการท้องโตและแข็งผิดปกติ ที่เชียงราย ด้านเจ้าที่สาธารณสุขของทางจังหวัดเร่งเข้าช่วยหลังต้องเดินทางไปรักษาตัวไกลถึง สุราษฎร์ธานี ตามสิทธิการรักษาบัตรทอง 

นายอำเภอพาน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งว่า ที่บ้านเลขที่ 61 หมู่บ้านสันผักแค หมู่ 5 ต.ม่วงคำ อ.พาน มีหญิงคนหนึ่งมีสภาพร่างกายอ้วนผิดปกติและท้องยังโตขึ้นเรื่อยๆ จึงรุดเข้าไปตรวจสอบพร้อมทีมแพทย์ของทางจังหวัด พบ น.ส.สุพัตรา มีร่างกายอ้วนผิดปกติโดยมีน้ำหนักประมาณ 210 กิโลกรัม นอกจากนี้ ที่บริเวณหน้าท้องยังโตจนผิวหนังเต่งตึง และต้องใช้โต๊ะหรือเก้าอี้ ช่วยรับน้ำหนักหน้าท้องเนื่องจากโตมาก รวมทั้งมีความแข็ง ผิดจากกล้ามเนื้อของคนทั่วไปอีกด้วย

น.ส.สุพัฒนา กล่าวว่า สภาพร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงอายุตั้งแต่ประมาณ 20-30 ปี โดยในวัยเด็กก็เป็นเหมือนเด็กอ้วนทั่วไป แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็พบว่าอ้วนผิดปกติ กระทั่งในปีนี้ หน้าท้องแข็งและโตขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการเจ็บปวดเป็นระยะๆ จึงต้องรับประทานยาแก้ปวดบรรเทา แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ไม่สามารถเดินไกลได้ เพราะจะเหนื่อยหอบ

น.ส.สุพัตรา ยังกล่าวต่อว่า เดิมอาศัยอยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่เนื่องจากบิดาเสียชีวิต ส่วนมารดาป่วยเป็นโรคมะเร็ง จึงได้ตามน้องสาวคือนางชุติภา มาอยู่ที่บ้านน้องเขยคือนายโชติ จันตะแก้ว ที่ อ.พาน ได้ 8 ปีแล้ว โดยไม่ได้แจ้งย้ายตามทะเบียนบ้านเนื่องจากยังต้องการจะกลับไปใช้ชีวิตที่ภาคใต้อยู่ ดังนั้น เมื่อยามเจ็บป่วยหนักอันเกิดจากความอ้วนก็เป็นภาระของน้องสาวพาไปส่งที่โรงพยาบาลสุราษฎรธานี

ด้าน นางชุติภา น้องสาวของผู้ป่วยรายนี้ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประกอบอาชีพค้าขายทั่วไปร่วมกับสามี โดยจะตระเวนขายของทั่วไปตามพื้นที่หมู่บ้านใกล้ๆ เพราะไม่สามารถไปไกลจากพี่สาวได้ โดยเมื่อเขาป่วยก็จะต้องเหมารถเป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ค่าน้ำมันอีกประมาณ 8,000-10,000 บาท พาไปส่งโรงพยาบาลที่สุราษฎร์ธานีตามสิทธิการรักษาบัตรทอง จึงอยากให้ภาครัฐช่วยเพราะเกรงว่าหากพี่สาวมีอายุมากขึ้นจะไม่สามารถพึ่งตัวเองได้

ทั้งนี้ทางแพทย์ของทาง จ.เชียงราย ได้ซักประวัติของผู้ป่วยรายนี้เพิ่มเติม ซึ่งก็ทำให้ทราบว่า แพทย์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่า ฮอร์โมนผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิดจึงต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด จากนั้นได้แจ้งให้สาธารณสุขอำเภอหาวิธีการช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยต้องเดินทางไปรักษาที่สุราษฎร์ธานี เวลาเจ็บป่วยอีก ขณะเดียวกัน ได้นำหลักฐานต่างๆ มาขอให้เข้าไปอยู่ในมูลนิธิอาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอสว.)

 

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!