คอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็น "คนส่งของ" ทำไมจึงออกเสียง ชื่อ-ที่อยู่-สินค้า ที่เราซื้อได้ถูกต้อง?

คอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็น "คนส่งของ" ทำไมจึงออกเสียง ชื่อ-ที่อยู่-สินค้า ที่เราซื้อได้ถูกต้อง?

คอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็น "คนส่งของ" ทำไมจึงออกเสียง ชื่อ-ที่อยู่-สินค้า ที่เราซื้อได้ถูกต้อง?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ปลอมเป็น “พนักงานส่งพัสดุ” จึงออกเสียงชื่อ ที่อยู่ และออเดอร์สินค้าที่เราสั่งซื้อ แบบเป๊ะทุกคำ?

ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ใช้หลายรายเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อเพิ่งสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ไม่นาน ก็มีสายเรียกเข้าจากคนที่อ้างว่าเป็น “พนักงานส่งพัสดุ” โทรมา พร้อมกับอ่านข้อมูลส่วนตัวอย่างชัดเจน ทั้งชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ รายการสั่งซื้อ และยอดเงิน จากนั้นขอให้โอนเงินล่วงหน้าโดยอ้างว่าเพื่อยืนยันออเดอร์

แม้ฟังดูเหมือนกระบวนการปกติของร้านค้า แต่แท้จริงแล้วนี่คือหนึ่งในวิธีการหลอกลวงที่แฝงความแนบเนียน โดยอาศัยข้อมูลจริงที่หลุดออกไปเพื่อลดความระแวงของเหยื่อ

หลอกด้วยข้อมูลจริง: อันตรายที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว

ตำรวจนครหลวงฮานอยเปิดเผยว่า มีหลายกรณีที่มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นพนักงานส่งของ ใช้ข้อมูลจากคำสั่งซื้อที่รั่วไหลมาโทรหาลูกค้า แล้วหลอกให้โอนเงินมัดจำ หรือแจ้งว่าได้รับรางวัลปลอม โดยที่ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อถูกรวบรวมมาอย่างแม่นยำ

การที่มิจฉาชีพรู้รายละเอียดอย่างครบถ้วน ทำให้ผู้รับสายเกิดความไว้ใจ และตกเป็นเหยื่อได้ง่าย โดยไม่ทันเอะใจว่าเป็นการหลอกลวง

ข้อมูลรั่วไหลมากกว่าที่คิด อาจนำไปใช้ในหลายรูปแบบ

ข้อมูลจากคำสั่งซื้อที่หลุดออกไปไม่ได้ถูกใช้แค่ในการโทรหลอก แต่ยังอาจถูกนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างผิดกฎหมาย ส่งโฆษณาสแปม ขายของปลอม หรือแม้แต่ใช้สร้าง “ฟิชชิ่ง” เพื่อขโมยบัญชีธนาคารหรือโซเชียลมีเดีย

เมื่อละเมิดความปลอดภัยระดับนี้ ผู้ใช้งานอาจสูญเสียทรัพย์สิน หรือถูกขโมยตัวตนดิจิทัลโดยไม่รู้ตัว

ช่องโหว่ของระบบ และความประมาทของผู้ใช้งาน

สาเหตุหลักมาจากการรักษาความปลอดภัยของระบบที่ยังไม่รัดกุม ทั้งจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านค้า และตัวผู้ใช้เองที่มักละเลยการปกป้องข้อมูลส่วนตัว

คำแนะนำเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ

สำหรับแพลตฟอร์มและร้านค้า

  1. เสริมระบบความปลอดภัย: ตรวจสอบช่องโหว่ และเข้ารหัสข้อมูลลูกค้าโดยเฉพาะข้อมูลคำสั่งซื้อ
  2. คุมเข้มพันธมิตร: ให้บริษัทขนส่งและร้านค้าปฏิบัติตามนโยบายข้อมูลลูกค้าอย่างเข้มงวด
  3. อบรมพนักงาน: ให้ความรู้ด้านความปลอดภัยข้อมูลแก่ทุกแผนก โดยเฉพาะทีมจัดส่ง
  4. เปิดเผยนโยบายชัดเจน: แจ้งให้ผู้ใช้เข้าใจว่าข้อมูลของตนจะถูกใช้อย่างไรและได้รับการปกป้องอย่างไร
  5. ระบบรับแจ้งเหตุ: มีช่องทางให้ลูกค้าแจ้งเหตุเมื่อสงสัยว่าข้อมูลรั่วไหล

สำหรับผู้บริโภค

  1. ระวังเมื่อรับของ: ตรวจสอบชื่อผู้ส่งและรายละเอียดกับแอปหรือเว็บไซต์ก่อนยอมรับหรือจ่ายเงิน
  2. ปกป้องบัญชี: ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น
  3. ไม่เปิดเผยข้อมูลสาธารณะ: หลีกเลี่ยงการโพสต์เลขคำสั่งซื้อหรือรูปพัสดุลงโซเชียล
  4. กำจัดฉลากอย่างปลอดภัย: ทำลายหรือลบข้อมูลส่วนตัวบนกล่องก่อนทิ้ง
  5. อัปเดตข่าวสาร: ติดตามข้อมูลเตือนภัยจากหน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์
  6. แจ้งเหตุทันที: หากสงสัยว่าถูกหลอกหรือล้วงข้อมูล ควรติดต่อแพลตฟอร์ม ร้านค้า และแจ้งตำรวจทันที

กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปลอมเป็นคนส่งของ แล้วสามารถระบุชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดสินค้าที่คุณสั่งได้อย่างถูกต้อง เป็นภัยรูปแบบใหม่ที่อาศัยช่องโหว่ของข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหล หากผู้ใช้งานไม่ระมัดระวัง อาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกโอนเงินได้โดยง่าย ดังนั้น การรู้เท่าทันกลโกงและปกป้องข้อมูลส่วนตัวจึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพในยุคดิจิทัล

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล