ช็อก! ชายอายุ 41 ไตวายเพราะแค่ "กินส้ม" แพทย์รีบย้ำเตือน กลุ่มคนที่ควรระวังเป็นพิเศษ

ช็อก! ชายอายุ 41 ไตวายเพราะแค่ "กินส้ม" แพทย์รีบย้ำเตือน กลุ่มคนที่ควรระวังเป็นพิเศษ

ช็อก! ชายอายุ  41 ไตวายเพราะแค่ "กินส้ม" แพทย์รีบย้ำเตือน กลุ่มคนที่ควรระวังเป็นพิเศษ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เตือน! ผู้ป่วยไตเรื้อรังกินส้มมากเกินไป เสี่ยงโพแทสเซียมในเลือดสูง อันตรายต่อไตและหัวใจ

“ส้ม” เป็นผลไม้ที่หลายคนคุ้นเคยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ถ้ากินผิดวิธี อาจทำให้ไตได้รับความเสียหายได้

ล่าสุด โรงพยาบาลประชาชนที่ 2 เขตหยูหัง เมืองหางโจว ประเทศจีน ได้รับผู้ป่วยชายคนหนึ่งที่ไตวายรุนแรงมารักษา

เรื่องราวของผู้ป่วยชายวัย 41 ปี

นายจาง อายุ 41 ปี มีโรคไตเรื้อรังมานาน 6 ปี และต้องฟอกไตอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมอาการ สุขภาพโดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะไปตลาดกับครอบครัว เขาเห็นแผงขายส้มสดและน่ากิน จึงซื้อมาและกินส้มหลายลูกต่อเนื่องกันในครั้งเดียว

หลังจากกินส้มเสร็จ เขาเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว คนในครอบครัวเห็นอาการผิดปกติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ผลตรวจพบอะไร?

ผลตรวจเลือดพบว่า ระดับโพแทสเซียมในเลือดของเขาสูงผิดปกติถึง 7.4 มิลลิโมลต่อลิตร ขณะที่ค่าปกติอยู่ที่ 3.5-5.0

แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงจากโรคไตเรื้อรัง ซึ่งทำให้ไตเสียหายมากและเสี่ยงหยุดเต้นของหัวใจสูง

โชคดีที่เขาได้รับการฟอกเลือดและรักษาทันเวลา ทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำไมกินส้มถึงส่งผลเสียกับไต?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ไตมีหน้าที่ควบคุมระดับโพแทสเซียมในเลือด แต่ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ไตไม่สามารถกำจัดโพแทสเซียมส่วนเกินได้ดี

ดังนั้น การกินผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ส้ม ในปริมาณมาก จะทำให้โพแทสเซียมสะสมในร่างกายมากเกินไป ส่งผลให้ไตทำงานหนักและเกิดความเสียหายรุนแรง

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยโรคไตควรระวังเรื่องอาหารและหลีกเลี่ยงผลไม้หรืออาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ส้ม, กล้วย หรือผักโขม

ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อวางแผนการกินอาหารให้เหมาะสม และป้องกันโรคไตแย่ลง

หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหาร เช่น เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือใจสั่น ควรรีบพบแพทย์ทันที

การกินส้มอย่างถูกวิธีและเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่มีโรคไต เพื่อป้องกันภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การควบคุมอาหารและดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล