"ไทย" แปลว่าอะไร? ทำไมเมื่อ 86 ปีก่อน เราต้องเปลี่ยนชื่อจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย

"ไทย" แปลว่าอะไร? ทำไมเมื่อ 86 ปีก่อน เราต้องเปลี่ยนชื่อจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย

"ไทย" แปลว่าอะไร? ทำไมเมื่อ 86 ปีก่อน เราต้องเปลี่ยนชื่อจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

“สยาม” สู่ “ประเทศไทย” : บันทึกทางราชการ เหตุผล และการอภิปรายในรัฐสภา

ชื่อ “ประเทศไทย” ที่เราใช้กันในปัจจุบันมีเรื่องราวยาวนานเบื้องหลัง การเปลี่ยนจาก “สยาม” มาสู่ “ไทย / ประเทศไทย” ไม่ใช่เรื่องเพียงทางภาษา แต่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ การเมือง และการปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ บทความนี้อธิบายตั้งแต่เริ่มต้นถึงหลักฐานทางราชการเพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือสูงสุด

เริ่มต้น: “สยาม” กับการรับรู้ของโลกภายนอก

“สยาม” เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์และการทูตระหว่างประเทศมายาวนาน ใช้โดยคนต่างชาติในฐานะชื่อประเทศไทย (Siam) ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักในระดับสากล

ในแง่รากศัพท์ คำว่า “สยาม” มีสมมุติฐานที่แพร่หลายว่า มาจากภาษาสันสกฤต ศยามะ (Syama) ซึ่งแปลว่า “สีดำ / คล้ำ” หรือ “เข้ม” อย่างไรก็ดี ในแหล่งงานวิจัยบางแห่ง เช่น สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชี้ว่าเป็นข้อสมมุติฐานที่อาจถูกตีความเกินจริง และไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด 

ความหมายของคำว่า “ไทย”

คำว่า “ไทย” มาจากรากศัพท์ในภาษาไทยโบราณ หมายถึง “อิสรภาพ” หรือ “เสรีภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นอิสระของชนชาติไทยจากการปกครองของชาติต่างชาติ นอกจากนี้ คำว่า “ไทย” ยังหมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์หลักที่พูดภาษาไทยและมีวัฒนธรรมร่วมกัน

ในทางประวัติศาสตร์ “ไทย” ถูกใช้เรียกกลุ่มชนชาติที่มีอัตลักษณ์ร่วมกันโดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน และการใช้ชื่อ “ไทย” แทน “สยาม” จึงเป็นการเน้นย้ำความเป็นชาติที่มีเอกลักษณ์และความเป็นอิสระ

คำว่า "ไท" กับการเปลี่ยนแปลงในยุครัชกาลที่ 5 และ 6

คำว่า "ไท" เป็นคำที่มีใช้มายาวนานในประวัติศาสตร์ไทย โดยมีปรากฏในเอกสารและวรรณกรรมโบราณที่กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไทย หรือคนไทยในภูมิภาคต่าง ๆ คำนี้มีความหมายกว้าง ๆ ว่า “คน” หรือ “ชนชาติ” และไม่ได้เริ่มใช้ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างที่บางคนเข้าใจ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดการปฏิรูปสำคัญของสังคมไทย เช่น การเลิกทาส คำว่า "ไท" ยังคงถูกใช้เป็นคำเรียกคนไทยทั่วไป โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคำ แต่ในบริบทนี้ คำว่า "ไท" เริ่มมีนัยยะเกี่ยวกับความเป็นอิสระและเสรีภาพมากขึ้น เนื่องจากการเลิกทาสถือเป็นจุดเปลี่ยนทางสังคมที่สำคัญ

ต่อมาในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 และเข้าสู่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเขียนคำว่า "ไท" โดยเพิ่มตัว "ย" กลายเป็นคำว่า "ไทย" เพื่อเน้นความหมายในเชิงอุดมการณ์และชาตินิยม คำว่า "ไทย" ในยุคนี้จึงสื่อถึงความหมายของความเป็น “อิสระ” และ “เสรีภาพ” อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง "ไท" กับ "ไทย" คือ

  • "ไท" ใช้ในความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือกลุ่มคนที่พูดภาษาไทย โดยไม่ได้เน้นเรื่องการเมืองหรืออุดมการณ์มากนัก

  • ส่วน "ไทย" เน้นความหมายเชิงชาติและอุดมการณ์ ชูความเป็นอิสระและอัตลักษณ์ของชาติอย่างชัดเจน

ดังนั้น การเพิ่มตัว "ย" ในคำว่า "ไทย" ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงทางภาษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศไทยในยุคนั้น ที่มุ่งเน้นสร้างความเป็นชาติและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาชน

ก้าวแรกสู่ “ไทย / ประเทศไทย” — รัฐนิยม & การอภิปรายในรัฐสภา

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชาตินิยมกลายเป็นแนวคิดสำคัญ หนึ่งในนโยบายภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม (cultural mandates) ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชื่อ “ไทย / Thailand” แทน “สยาม / Siam” 

ในทางกฎหมาย วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2482 เป็นวันที่รัฐสภาเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนชื่อประเทศ “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” และให้ใช้คำว่า “ไทย” แทนในเอกสารราชการทุกประเภท

แก้ไขรัฐธรรมนูญนามประเทศ — 3 ตุลาคม พ.ศ. 2482

รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 ได้ถูกแก้ไขในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2482 โดยเพิ่มบทบัญญัติว่านามประเทศให้เรียกว่า “ประเทศไทย / Thai” อย่างเป็นทางการ 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐไทยใช้ชื่อ “ประเทศไทย” ในเอกสารกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และหนังสือราชการทุกรูปแบบ

ช่วงเปลี่ยนชื่อ “Siam” ในภาษาอังกฤษ (พ.ศ. 2488)

วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2488 รัฐบาลไทยมีมติให้ใช้ชื่อ “Siam” ในภาษาอังกฤษชั่วคราว เนื่องจากชื่อดังกล่าวเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ แต่ในภาษาไทยยังใช้ “ประเทศไทย” ตามเดิม 

จุดยืนทางราชการ: “ประเทศไทย” ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แม้มีบางช่วงที่ใช้ชื่อ “Siam” ในภาษาอังกฤษ แต่ในระบบกฎหมายและราชการไทย ชื่อ “ประเทศไทย / Thailand” ถูกใช้ต่อเนื่อง โดยเอกสารของ ราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการใช้ชื่ออย่างเป็นทางการมาจนถึงปัจจุบัน 

ข้อถกเถียง & บทเรียนทางวัฒนธรรม

แม้การเปลี่ยนชื่อจะเกิดขึ้นในกรอบกฎหมาย แต่ก็มีข้อวิจารณ์ว่า “ประเทศไทย” อาจสะท้อนอุดมการณ์ชาตินิยมมากกว่าความหลากหลายทางชาติพันธุ์

  • กลุ่มวิชาการเสนอว่า ชื่อ “ไทย” อาจจำกัดความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และไม่ครอบคลุมกลุ่มอื่น เช่น มลายู มอญ เขมร จีน ฯลฯ
  • ปรีดี พนมยงค์ คัดค้านการเปลี่ยนชื่อโดยมองว่า “สยาม” เป็นชื่อประวัติศาสตร์ที่มีความหมายครอบคลุมกว่า
  • ปัจจุบัน คำว่า “สยาม” ยังคงถูกนำมาใช้ในเชิงวัฒนธรรม เช่น “สยามพารากอน”, “ดนตรีในสยาม” ฯลฯ

สรุปบทเรียน & ข้อเท็จจริงสำคัญ

การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” ไม่ใช่แค่เรื่องภาษา แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง วัฒนธรรม และกฎหมาย โดยมีเหตุผลหลักคือแนวนโยบายชาตินิยม และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประชาชนไทย

วันที่สำคัญ:

  • 24 มิ.ย. 2482 – รัฐนิยมประกาศใช้คำว่า “ไทย”
  • 26 ส.ค. 2482 – รัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • 3 ต.ค. 2482 – แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

ชื่อ “ประเทศไทย / Thailand” ได้กลายเป็นชื่อทางการของประเทศอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ขอบคุณข้อมูล

  1. พิพิธภัณฑ์รัฐสภา – การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”
  2. Pridi.or.th – วาทกรรมชื่อประเทศ ‘สยาม’ vs ‘ไทย’
  3. Wikipedia – Royal Gazette (ราชกิจจานุเบกษา)

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ ของ "ไทย" แปลว่าอะไร? ทำไมเมื่อ 86 ปีก่อน เราต้องเปลี่ยนชื่อจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล