อ่านก่อนไปตลาด "เนื้อสัตว์" ที่สกปรกที่สุด แหล่งรวมโรคชั้นดี หนักสุด "แบคทีเรียกินเนื้อคน"

อ่านก่อนไปตลาด "เนื้อสัตว์" ที่สกปรกที่สุด แหล่งรวมโรคชั้นดี หนักสุด "แบคทีเรียกินเนื้อคน"

อ่านก่อนไปตลาด "เนื้อสัตว์" ที่สกปรกที่สุด แหล่งรวมโรคชั้นดี หนักสุด "แบคทีเรียกินเนื้อคน"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"หอย" เนื้อสัตว์ที่สกปรกที่สุด? เปิดแหล่งสะสมสารพิษ โลหะหนัก ไวรัส และข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภค

หอย—โดยเฉพาะหอยสองฝาอย่าง หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง และหอยลาย—ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเนื้อสัตว์ที่เสี่ยงปนเปื้อนสูง จนถูกเรียกขานว่า “เนื้อสัตว์ที่สกปรกที่สุด” ในมุมมองด้านความปลอดภัยอาหาร เพราะอาจสะสมทั้งเชื้อโรค พิษจากแพลงก์ตอน โลหะหนัก และไมโครพลาสติก บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่ายว่า ทำไม “หอย” จึงเป็นแหล่งสะสมสารพิษ มีผลต่อสุขภาพอย่างไร และมีวิธีลดความเสี่ยงขณะเลือกซื้อและปรุงกินอย่างไร

ทำไม “หอย” ถึงเป็นแหล่งสะสมสารพิษ?

หัวใจอยู่ที่พฤติกรรมการกินแบบ Filter Feeding (กรองกิน) หอยจะดูดน้ำทะเลขนาดมหาศาลเข้ามากรองเอาแพลงก์ตอนและเศษอินทรีย์เป็นอาหาร หากแหล่งน้ำปนเปื้อน สิ่งปนเปื้อนก็จะถูกสะสมในตัวหอยโดยตรง ได้แก่:

  • เชื้อโรค เช่น Vibrio vulnificus (บางครั้งบางครั้งเรียกว่า "แบคทีเรียกินเนื้อคน" เชื้ออหิวาต์เทียมที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรง), Salmonella, ไวรัสตับอักเสบเอ และโนโรไวรัส
  • โลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคมะเร็งและทำลายระบบประสาท
  • พิษจากแพลงก์ตอน (Marine Biotoxins) ที่เกิดในช่วงน้ำทะเลเปลี่ยนสี/ขี้ปลาวาฬ หลายชนิดทนความร้อน การปรุงสุกอาจไม่สามารถทำลายพิษได้
  • ไมโครพลาสติก เศษพลาสติกจิ๋วที่แทรกอยู่ในเนื้อเยื่อหอย

ภัยเงียบที่มาพร้อมความอร่อย: อาการระยะสั้น–ระยะยาว

  • ระยะสั้น: อาหารเป็นพิษเฉียบพลัน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง บางราย (โดยเฉพาะผู้มีโรคตับ/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง) อาจติดเชื้อในกระแสเลือดจาก Vibrio ได้
  • ระยะยาว: การได้รับโลหะหนักสะสมกระทบตับ ไต และสมอง เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง และอาจส่งผลต่อพัฒนาการสมองในเด็ก

แล้วเนื้อสัตว์อื่นล่ะ? ทำไม “หอย” จึงน่ากังวลกว่า

เนื้อหมู เนื้อไก่ อาจเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะตกค้าง แต่โดยทั่วไปความร้อนจากการปรุงสุกช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ขณะที่หอยยังมีปัจจัยเสริมคือ พิษแพลงก์ตอนและโลหะหนักที่ทนความร้อน ทำให้แม้ปรุงสุกก็ยังมีความเสี่ยงคงเหลืออยู่

วิธีลดความเสี่ยง: เลือกซื้อ–ปรุง–กินให้ปลอดภัยขึ้น

  • เลือกแหล่งที่เชื่อถือได้ เลือกร้าน/แบรนด์ที่มีระบบควบคุมคุณภาพ แหล่งเพาะเลี้ยงที่ได้รับการรับรอง
  • สังเกตความสดและสุขลักษณะ กลิ่นไม่คาวจัด เปลือกปิดแน่น (ก่อนปรุง) ไม่มีโคลนหรือตะกอนผิดปกติ
  • ล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี แช่น้ำสะอาดไล่ทราย/ตะกอน เปลี่ยนน้ำหลายรอบ
  • ปรุงสุกทั่วถึง โดยเฉพาะหอยสองฝา หลีกเลี่ยงการกินดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เพื่อลดเชื้อก่อโรค
  • อย่ากินช่วงน้ำทะเลเปลี่ยนสี หากพื้นที่เพาะเลี้ยงมีการแจ้งเตือนเรื่องแพลงก์ตอนบลูม ควรหลีกเลี่ยง
  • จำกัดปริมาณและความถี่ สลับแหล่งโปรตีน ลดโอกาสได้รับสารสะสมจากชนิดเดียวซ้ำๆ

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ควรเลี่ยง “หอยดิบ–สุกไม่ทั่วถึง” เป็นพิเศษ

  • ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หรือโรคเรื้อรังที่กระทบภูมิคุ้มกัน
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีภาวุภูมิคุ้มกันบกพร่อง

คำถามพบบ่อย (FAQ)

Q: ต้ม/นึ่งจนเดือดช่วยกำจัดพิษจากหอยได้หมดไหม?
A: ช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัสได้มาก แต่พิษจากแพลงก์ตอนบางชนิดและโลหะหนักทนความร้อน จึงยังคงเสี่ยงจากสารสะสมบางส่วน

Q: กินหอยอย่างไรให้เสี่ยงน้อยลง?
A: เลือกแหล่งที่เชื่อถือได้ สด สะอาด ล้างดี ปรุงสุกทั่วถึง หลีกเลี่ยงช่วงที่มีประกาศเตือน และไม่กินดิบ รวมถึงบริโภคในปริมาณเหมาะสม ไม่บ่อยจนเกินไป

Q: หอยชนิดไหนเสี่ยงที่สุด?
A: โดยหลักการ หอยสองฝา (นางรม แมลงภู่ แครง ลาย) เสี่ยงสูงกว่าเพราะเป็นตัวกรอง (Filter feeder) ที่สะสมสิ่งปนเปื้อนจากแหล่งน้ำได้มาก

สรุป

หอย” เป็นเนื้อสัตว์ที่มีความเสี่ยงปนเปื้อนสูงจากธรรมชาติการกินและแหล่งอาศัย จึงต้องใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งที่มา ความสด วิธีล้าง การปรุงให้สุกทั่วถึง และหลีกเลี่ยงการกินดิบ เพื่อลดโอกาสได้รับเชื้อก่อโรค โลหะหนัก พิษแพลงก์ตอน และไมโครพลาสติก ผู้บริโภคควรบริโภคอย่างมีสติ สลับแหล่งโปรตีน และติดตามประกาศเตือนด้านความปลอดภัยอาหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล