นายกฯบอกยุบสภาแล้วแต่สถานการณ์

นายกฯบอกยุบสภาแล้วแต่สถานการณ์
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวถึง กระแสข่าวที่ระบุว่า อาจมีการประกาศยุบสภา หลังวันที่ 5 ธ.ค. ว่า ยุบทำไม ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยุบสภา ถึงแม้ว่า การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นกระบวนการหนึ่ง แต่จะต้องมีเหตุผลประกอบ
ส่วนภายในสิ้นปีนี้ จะมีการยุบสภาหรือไม่ ตนยังตอบไม่ได้ มี หรือ ไม่มี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่า ร่าง JBC และ MOU ปี 2543 ไม่ได้นำไปสู่การยุบสภาอย่างแน่นอน นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเตรียมหารือกับ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ. ในเรื่องที่ ศอฉ. ออกประกาศห้ามขายสินค้าที่มีลักษณะเชิงยั่วยุ หรือ ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ซึ่งหากรายละเอียดในประกาศ ส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น
ก็อาจจะมีการทบทวน เนื่องจากเกรงว่า ประกาศดังกล่าว อาจเป็นชนวนไปสู่ความขัดแย้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม. และ 3 จังหวัดปริมณฑล ขึ้นอยู่กับ ภาพรวมของสถานการณ์ ซึ่งหากมั่นใจว่า สามารถดูแลสถานการณ์ได้ตามปกติแล้ว ก็จะดำเนินการยกเลิก ทั้งนี้ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้ ดีขึ้น ตามลำดับ และภาพรวมของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวานนี้ ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า จะไม่ให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯความมั่นคง กลับไปเป็น ผู้อำนวยการศอฉ. แต่จะให้เป็นที่ปรึกษา และในวันจันทร์นี้ จะเริ่มมอบหมายภารกิจให้ นายสุเทพ โดยในเรื่องของน้ำท่วม จะให้ นายสุเทพ ช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูในเรื่องของที่อยู่อาศัย ร่วมกับ กองทัพ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังกล่าวถึง การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สมัคร หาเสียงเลือกตั้งซ่อมว่า ต้องดูตามความจำเป็น ซึ่งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เชื่อว่า จะได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น ซึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะทำให้ดีที่สุด แต่จะชนะหรือไม่ คงต้องดูอีกครั้ง


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดจุดบริการน้ำประปา ที่ ชุมชนวัดมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง หลังจากนั้น เดินทางไปมอบรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ จำนวน 2 คัน ให้กับ ศูนย์อาชีวอนามัยและเวชศาสตร์ ต.มาบตาพุด พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมพื้นที่การจัดตั้ง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตระยอง ทั้งนี้ นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีเด็กทำแท้งว่า จะต้องมีการเข้มงวดสถานพยาบาล ให้มากขึ้น และที่ผ่านมา ก็ได้มอบหมายให้ ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำการรณรงค์เรื่องค่านิยมที่ถูกต้อง ซึ่งยอมรับว่า จะต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้มีการปฏิบัติการเชิงรุก โดยต้องเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงให้มากขึ้น ส่วนเรื่องของกฎหมายในการควบคุมและแนวทางของแพทยสภานั้น ตนเห็นว่า มีความเหมาะสมแล้ว