เตือนก่อนกิน "ผักข้างทาง" พืชจากแดนไกลที่คนไทยคุ้นเคย กินถูกเป็นยา กินผิดเป็นภัย

เตือนก่อนกิน "ผักข้างทาง" พืชจากแดนไกลที่คนไทยคุ้นเคย กินถูกเป็นยา กินผิดเป็นภัย

เตือนก่อนกิน "ผักข้างทาง" พืชจากแดนไกลที่คนไทยคุ้นเคย กินถูกเป็นยา กินผิดเป็นภัย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เตือนก่อนกิน "ผักข้างทาง" พืชจากแดนไกลที่คนไทยคุ้นเคย จนคิดว่าเป็นผักท้องถิ่น กินถูกเป็นยา กินผิดเป็นภัย

หลายคนคุ้นเคยกับ “กระถิน” ในจานอาหารไทย ไม่ว่าจะกินกับน้ำพริก ยำหอยนางรม หรือโรยหน้าในส้มตำ แต่รู้หรือไม่ว่า กระถินไม่ใช่พืชพื้นเมืองของไทย!?

กระถิน : ผักริมรั้วมากคุณค่า แต่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในไทย

มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เนื่องจากต้นกระถินเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงพบได้ทั่วไป ปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่น รามเกียรติ์, อุณรุท, และ ดาหลัง บ่งบอกถึงความคุ้นเคยและนิยมของพืชชนิดนี้ในวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน โดยต้นกำเนิดของกระถินนั้นอยู่ห่างไกลจากเมืองไทยมาก นั่นคือ  แถบอเมริกากลางและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

หลักฐานทางพฤกษศาสตร์ระบุว่า กระถิน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Leucaena leucocephala) มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และประเทศแถบอเมริกากลาง ก่อนจะถูกชาวสเปนนำไปยังฟิลิปปินส์และแพร่กระจายมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

กระถินยักษ์และกระถินบ้าน

กระถินยักษ์และกระถินบ้าน เป็นพืชชนิดเดียวกัน (Leucaena leucocephala) มีความแตกต่างกันเพียงระดับสายพันธุ์ปลูกเท่านั้น ทั่วโลกมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ ปัจจุบันกระถินสายพันธุ์ต่างๆ กระจายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ พบในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก ขึ้นปะปนกันจนยากต่อการแยกสายพันธุ์ พันธุ์กระถินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. กระถินบ้าน หรือเรียกว่า พันธุ์อะคาพัลโค มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นเล็ก แตกกิ่งต่ำ และออกดอกเร็วตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน ออกดอกตลอดทั้งปี ฝักมีขนาดค่อนข้างเล็กและสั้น ติดฝักและเมล็ดจำนวนน้อยและโตช้ากว่ากระถินยักษ์ จึงเป็นวัชพืชที่ไม่รุนแรงต่อระบบนิเวศป่าไม้มากเท่ากับกระถินยักษ์ ถูกนำเข้ามาผ่านประเทศฟิลิปปินส์ตั้งแต่สมัยอยุธยา ประมาณ 400 ปีมาแล้ว นิยมปลูกไว้กินยอด

2. กระถินยักษ์มี 2 สายพันธุ์หลัก คือ พันธุ์ซัลวาดอร์ และ พันธุ์เปรู เป็นกระถินที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์กันตามธรรมชาติ และพัฒนาสายพันธุ์ต่อมาจนได้พันธุ์ปลูกอีกนับ 100 สายพันธุ์ มีลำต้นสูงใหญ่ทนต่อสภาพแวดล้อมและโรคแมลงได้ดี เป็นไม้ต้นสูง 15-20 เมตร ลำต้นเดี่ยว-แตกกิ่งต่ำ โตเร็ว ขนาดใบย่อยและฝักใหญ่และยาวกว่ากระถินบ้าน ติดฝักดก ออกดอกนานๆ ครั้ง ยอดกินได้แต่รสชาติขมอมฝาดและมีกลิ่นฉุนมากกว่ากระถินบ้าน กระถินยักษ์ทั้ง 2 สายพันธุ์ ถูกนำเข้ามาในไทยประมาณ 50 ปีมาแล้ว ส่วนใหญ่มาจากเกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย โดยใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ ปรับปรุงดิน และปลูกฟื้นฟูป่า

ส่วนต่างๆ ของกระถิน

  1. เมล็ด เมล็ดของต้นกระถินถือเป็นยาชั้นดี โดยอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสสูงทำให้เสริมสร้างกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยขับลมในลำไส้เป็นยารักษาระบบทางเดินอาหาร เมล็ดแก่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

  2. ดอก ดอกกระถินมีรสมันช่วยบำรุงตับ และช่วยแก้โรคเกล็ดกระดี่ขึ้นตาได้

  3. ฝัก ช่วยแก้อาการท้องร่วง ฝักอ่อนยังสามารถช่วยแก้อาการกระหายน้ำ และช่วยให้เจริญอาหารได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้บำรุงหัวใจได้อีกด้วย

  4. ยอดอ่อน ยอดอ่อนของกระถินมีระดับฟอสฟอรัสสูงเช่นเดียวกันกับเมล็ดจึงช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูก ภายในยอดอ่อนก็ยังมีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น

  5. ใบ ใบกระถินนั้นมีเบต้า-แคโรทีนอยู่มาก จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้ และช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ใบและเมล็ดช่วยแก้โรคเบาหวาน ความดันโลหิต และช่วยแก้โรคท้องร่วง

สรรพคุณของกระถิน: กินถูกเป็นยา

กระถินเป็นผักพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสรรพคุณทางยา ยอดอ่อนกระถิน 100 กรัม ให้พลังงาน 62 แคลอรี พร้อมไฟเบอร์ วิตามินเอ และแคลเซียมสูง

ประโยชน์เด่นของกระถิน ได้แก่:

  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมความดัน

  • บำรุงสายตาและหัวใจ เพราะอุดมด้วยวิตามินเอ

  • มีฟอสฟอรัสสูง เสริมกระดูกให้แข็งแรง

  • แก้อาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และท้องร่วง

โทษของกระถิน: กินผิดอาจเป็นภัย

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่กระถินก็มีข้อควรระวังในการบริโภคเช่นกัน

  • มีพิวรีนสูง: ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง เพราะอาจกระตุ้นให้กรดยูริกสะสมในร่างกาย

  • สะสมสารซีลีเนียมจากดิน: หากดินมีซีลีเนียมสูง อาจเกิดพิษได้หากบริโภคในปริมาณมากเป็นประจำ

  • มีสารลิวซีนีน (Leucenine): พบมากในใบกระถิน อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์กระเพาะเดี่ยว (เช่น ม้า หรือหมู) แต่ยังไม่มีรายงานผลร้ายแรงในคน

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล