สาววัยรุ่นติดหวาน ไม่กินแล้วรู้สึกหงุดหงิด จู่ๆ ช็อกหมดสติ หมอตรวจพบ "เลือดเป็นกรด"

สาววัยรุ่นติดหวาน ไม่กินแล้วรู้สึกหงุดหงิด จู่ๆ ช็อกหมดสติ หมอตรวจพบ "เลือดเป็นกรด"

สาววัยรุ่นติดหวาน ไม่กินแล้วรู้สึกหงุดหงิด จู่ๆ ช็อกหมดสติ หมอตรวจพบ "เลือดเป็นกรด"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาววัย 21 ติดกินของหวาน ไม่งั้นจะหงุดหงิดอารมณ์เสีย จู่ๆ ช็อกหมดสติ หมอเผย "เลือดเป็นกรด"

พฤติกรรมติดหวานอาจร้ายแรงกว่าที่คิด หญิงสาววัย 21 ปีจากเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ดื่มเครื่องดื่มหวานวันละไม่ต่ำกว่า 4 แก้ว พร้อมกินขนม ผลไม้หวาน และไอศกรีมเป็นประจำ จนน้ำหนักพุ่งเกิน 115 กิโลกรัม ก่อนล้มหมดสติ ถูกหามส่ง ICU ด่วน พบเป็น “ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวาน” หรือ Diabetic ketoacidosis (DKA) เป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน เสี่ยงช็อกและเสียชีวิตได้

ตามรายงานจากสื่อจีน ระบุว่าหญิงสาวคนนี้รู้สึกหายใจลำบากและหัวใจเต้นเร็ว ก่อนจะหมดสติและช็อกอย่างกะทันหัน แพทย์นำตัวเธอเข้าห้องไอซียูตรวจรักษา และพบว่าเป็น ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อสอบถามประวัติการใช้ชีวิตเพิ่มเติม แพทย์พบว่าเธอ ติดหวานอย่างหนัก ดื่มเครื่องดื่มหวานอย่างน้อยวันละ 4 แก้ว และกินขนมหวานแบบไม่ยั้ง ทั้งผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ไอศกรีม และของหวานต่าง ๆ

เธอยอมรับว่า “พอเหนื่อยจากงานก็จะซื้อเครื่องดื่มมากิน พอกินแล้วก็รู้สึกมีความสุข ถ้าไม่ได้กินของหวานจะรู้สึกหงุดหงิด” จากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำหนักของเธอพุ่งขึ้นถึง ประมาณ 115 กิโลกรัม

คำเตือนจากแพทย์

แพทย์เผย เธอมีอาการหายใจติดขัด หัวใจเต้นเร็ว และช็อกเฉียบพลัน ตรวจพบมีสารคีโตนในเลือดสูงเกินค่าปกติ สาเหตุมาจากร่างกายขาดอินซูลินสะสม และการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากติดต่อกัน

แพทย์เตือนว่า การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ไม่เพียงแต่ทำให้อ้วนเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยเฉพาะความอ้วนที่อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือเสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ

คำแนะนำจากนักโภชนาการ

นอกจากนี้ นักโภชนาการ เกา หมิ่นหมิ่น ยังเคยระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้บริโภคน้ำตาลที่ผ่านการปรุงแต่งไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และควรควบคุมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 5% ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ปริมาณน้ำตาลควรอยู่ต่ำกว่า 200 กิโลแคลอรี ซึ่งตามตัวเลขนี้เพียงแค่ดื่มเครื่องดื่มหวานแบบเต็มน้ำตาลเพียงแก้วเดียวก็เกินแล้ว หากอยากดื่มเพื่อดับกระหายจริง ๆ ควรเลือกชาที่ไม่ใส่น้ำตาลจะดีกว่า

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล