โก๊ะตี๋ ดีใจได้ร่วมงานกับ

โก๊ะตี๋ ดีใจได้ร่วมงานกับ
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

แม้จากผ่านการแสดงหนังมาแล้วมากมาย อีกทั้งล่าสุด ยังขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับหนังแล้วด้วย แต่พออ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้กำกับ ชวนมาเล่นหนัง "ตลก แอ๊คชั่น" อย่าง "ชิงหมาเถิด" โก๊ะตี๋ อารามบอย ไม่รอช้า รีบตกปากรับคำทันที กับบทบาทเด่นสุดๆ เล่นเป็นตัว "พ่อ" ในหนังครั้งแรก ในชีวิต ซึ่งเจ้าตัวแสนปลื้มใจ เพราะไม่เคยแสดงบทลักษณะนี้มาก่อน

"ต้องบอกก่อนว่า เรื่องนี้พอได้คุยกับพี่อ๊อฟ โจทย์ ๆ หนึ่งที่พี่อ๊อฟยื่นมาเราก็ตกลงเลยครับ" โก๊ะตี๋ บอก และเล่าต่อไปอีกว่า "พี่อ๊อฟบอกเล่นหนังให้หน่อยได้ไหม หนูบอกตกลงครับ เพราะหนูรู้สึกว่าอยากทำงานด้วย ทุกวันนี้เวลาจะเลือกทำงานอะไร จะมีเหตุผลอยู่ 3 - 4 อย่าง หนึ่ง-คือผู้กำกับ เลือกดูว่าผู้กำกับเป็นใคร ยังไง เราเคยทำงานด้วยไหม อยากทำงานด้วยหรือเปล่า สอง-บทดีหรือเปล่า สาม-รายได้ที่สมควร สี่-คือถ้าเป็นเพื่อนพ้อง ญาติพี่น้อง ที่เกินจากคำว่าเพื่อนร่วมงานแล้ว เราต้องไป ซึ่งของพี่อ๊อฟ เข้าเป้าทุกข้อตั้งแต่ข้อแรกแล้ว เพราะในชีวิตนึงหนูหวังไว้ว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่อ๊อฟสักครั้ง ก็ตกลงทันที ทั้งที่ยังไม่ได้ดูบทว่าเป็นไง"

"แต่พอไปดูบท ก็เออ พี่อ๊อฟให้โจทย์มาว่า เท่าที่ผ่านมาโก๊ะตี๋เล่นหนัง ก็ยังมีคาแรคเตอร์ ของโก๊ะตี๋อยู่ในหนัง แต่ว่าเรื่องนี้พี่ไม่อยากให้มีคาแรคเตอร์ ของโก๊ะตี๋มาก หรือถ้าไม่มีเลยได้ยิ่งดี โจทย์มันก็ยากนะ แล้วมันก็เป็นบทที่ค่อนข้างโดนใจ บทของ "เด่น" ที่หนูแสดงมันมาจุดใต้ตำตอ สิ่งที่เป็นปมชีวิตเรา ขนาดแค่เราซ้อมพูดบทกัน กับพี่อ๊อฟ ยังไม่ได้ถ่ายได้อะไรเลย น้ำตาหนูก็คลอแล้ว พอตอนซ้อม ซ้อมอยู่ 4 รอบ น้ำตาหนูก็ไหลอยู่ 4 รอบ เพราะเราไม่เคยได้เล่นบทแบบนี้เลย แล้วมันก็เป็นปมของชีวิตหนูด้วย เพราะในชีวิตจริงหนูมีลูกไม่ได้ แต่ในเรื่องนี้ต้องมาเล่นมีลูก ก็เลยรู้สึกว่าวันหนึ่ง ถ้าเราได้ดูแลใครสักคน ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา มันจะมีความสุขไหม มันคงจะดีนะ แต่พอในหนังเนี่ย เรามีลูกแต่เราไม่สามารถดูแลลูกได้เลย แถมเราต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะด้วยความคิดง่าย ๆ ของเรา ที่คิดจะไปเปลี่ยนแปลงสังคม เราพยายามพูดหรือพยายามเรียกร้อง ให้ทุกคนฟังเรา แต่แท้จริงแล้ว ...เชื่อเถอะ..ชีวิตเรา...ขอแค่มีคนเดียวที่เขาฟังเราก็พอแล้วครับ