ภัยแล้งยังคุกคามคนพิจิตร

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

กำนันฉลอม ทองรัตน์ กำนันตำบลฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ลูกบ้านที่มีอาชีพทำนานับพันครอบครัว พื้นที่กว่า 2 หมื่นไร่ ยังไม่สามารถลงมือทำนาได้ สาเหตุเนื่องจาก ปริมาณน้ำฝนยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้ง ระบบสูบน้ำบาดาลก็สูบน้ำไม่ขึ้น มีชาวนาบางกลุ่มลองเสี่ยงโชค หว่านข้าวปลูก ปรากฏว่าฝนทิ้งช่วงข้าวที่หว่านลงไปเจออากาศร้อน ทำให้เหมือนหว่านข้าวลงไปในหม้อต้มน้ำ ข้าวไม่ยอมงอก ถึงแม้ต้นข้าวที่งอกแล้ว ก็ไม่ยอมออกเมล็ด จึงทำให้ขณะนี้ลูกบ้านที่เป็นวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน ต่างเลือกที่จะอพยพไปขายแรงงานในเมืองหลวง คนไหนที่หน้าตาดี ก็จะเลือกไปทำงานร้านอาหารส่วนคนร่างกายแข็งแรง ก็เลือกไปขายแรงงานก่อสร้างและฝ่ายผลิตตามโรงงานต่าง ๆ คนสูงวัยที่อยู่เฝ้าบ้านก็เหมือนกับคนว่างงาน ไม่รู้จะทำการเพาะปลูกอะไร อีกทั้ง ไม่มีความรู้เรื่องการตลาดว่า จะผลิตอะไรจึงจะขายได้ จึงวิงวอนอยากให้รัฐบาลหาลู่ทางด้านอาชีพเกษตร ชี้แนะกับชาวบ้านด้วย แต่ที่แน่ ๆ ชาวนาพิจิตร เริ่มทิ้งนาเข้ากรุงเทพ จนจะเป็นหมู่บ้านร้างไร้ผู้คนอยู่แล้ว

กำนันฉลอม เผยอีกว่า ชาวบ้านไม่เคยกลัวงานหนัก แต่กลัวไม่มีกินมากกว่าและไม่เคยคิดงอมืองอเท้าอยู่กับบ้าน นั่งมองท้องนาไม่มีน้ำ ก็จนหนทางคิดจะปลูกพืชอายุสั้น ที่เขาว่า ใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลถั่ว หรือ พืชอื่น ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน มีประกันราคาแน่นอนหรือไม่ เพราะถ้าทำมาแล้วตลาดไม่ชัวร์ ก็จะขาดทุนซ้ำอีก ตอนนี้ ลูกบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวกันแทบทั้งสิ้น มีหน่วยงานไหน ธนาคารใด ให้กู้เงินก็กู้กันแบบไม่ยั้งคิด เพราะต้องเอามาซื้อข้าวกิน ส่วนอนาคตจะเป็นเช่นไร ทุกคนก็ยังมืดมน จึงคิดว่า ชาวนาไทยเจอภัยแล้งเช่นนี้เหมือนกับเจอทางตัน คงต้องรอรัฐบาลให้ช่วยเร่งหาแนวทางช่วยชาวบ้าน รากหญ้าเป็นการด่วน มิเช่นนั้นจะส่งผลถึงปัญหาทางด้านครอบครัวและเศรษฐกิจ สุดท้ายก็จะมีเรื่องยาเสพติด โจรขโมยและการค้าประเวณี ตามมาดังกล่าว