ปัญหาการว่างงานกับความไม่สอดคล้องของตลาดแรงงาน (ตอนที่ 1)
ปัญหาการว่างงานเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยที่มีการหยิบยกและหาแนวทางในการแก้ไข เนื่องจากทุกช่วงปียังคงพบว่ามีอัตราการว่างงานของประชากรอยู่สูงในแต่ละปี หากแต่ในความเป็นจริงความต้องการด้านแรงงานยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับอัตราการว่างงานที่เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เกิดจากอะไร และจะหาทางแก้ไขได้อย่างไร สำนักข่าวแห่งชาติ ได้ประเมิณสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้ อัตราการว่างงานในประชากรปัจจุบัน จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรประจำ เดือนมีนาคม 2553 พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้อยู่ในวัยทำงานทั้งสิ้น 53.28 ล้านคน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ในจำนวนนี้มีงานทำ 37.60 ล้านคน ว่างงาน 3.68 แสนคน และอยู่นอกกำลังแรงงาน 14.99 ล้านคน ในจำนวนผู้มีงานทำ 37.60 ล้านคนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 พบว่าจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น 1.03 ล้านคน (จาก 36.57 ล้านคนเป็น 37.60 ล้านคน) โดยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 5.5 แสนคน และผู้ทำงานนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 4.8 แสนคน ซึ่งเป็นการเพิ่มในสาขาการโรงแรมและภัตตาคารมากที่สุด 2.6 แสนคน รองลงมาสาขาการขายส่งและขายปลีกฯ 2.2 แสนคนสาขาการศึกษา 1.6 แสนคน และสาขาอสังหาริมทรัพย์ฯ 7 หมื่นคนส่วนสาขาอุตสาหกรรมที่ลดลงเป็นสาขาการก่อสร้างและสาขาการขนส่งฯ ลดลงเท่ากันคือ 9 หมื่นคน สาขาการผลิตลดลง 2 หมื่นคน ที่เหลือกระจายอยู่ในสาขาอื่นๆ สำหรับจำนวนของผู้ว่างงานในเดือนมีนาคม 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 3.68 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.0 และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 3.43 แสนคน หรือลดลงร้อยละ 0.9 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2553) มีผู้ว่างงานลดลง 1.5 หมื่นคน (จาก 3.83 แสนคน เป็น 3.68 แสนคน) ซึ่งหมายความว่าอัตราการขยายตัวของจำนวนผู้ว่างงานลดลงสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญของปัญหาการว่างงาน ที่ผ่านมามักมีการมองว่าปัญหาการว่างงานสัมพันธ์กับทิศทางเศรษฐกิจ ที่หากเศรษฐกิจดีจะก่อให้เกิดอัตราการจ้างงานสูง ขณะที่หากเศรษฐกิจย่ำแย่ปัญหาการลดพนักงานและการว่างงานก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งปัจจัยแรกนี้ถือเป็นปัจจัยหลักของปัญหาการว่างงาน อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการศึกษาที่ไม่ตรงสายอาชีพ ปัญหาการเลือกงาน เป็นต้น รศ.ดร.ยงยุทธ์ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจถึงปัญหาการว่างงานว่า ปัจจุบันการผลิตกำลังคนของประเทศไทยมี ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ เนื่องจากมีการนำข้อมูลความต้องการแรงงานไปใช้ในการกำหนดแผนการผลิตน้อยเกินไป กล่าวคือ 1) สถาบันหรือสถานศึกษาต่างๆ เลือกผลิตกำลังคนไปตามขีดความสามารถทางทรัพยากรของตนเอง (Supply driven) มีการเปิดสอนในสาขาซ้ำๆ เหมือนๆ กัน ทำให้มีจำนวนผู้จบการศึกษาออกมามาก แต่มีปัญหาด้านคุณภาพ แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เกิดปัญหาคนว่างงานไปพร้อมๆ กับการขาดแคลนกำลังคน 2) แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ เช่น ประกอบอาชีพส่วนตัวหรือช่วยงานครอบครัว มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งมีผลต่อรายได้มวลรวมของประเทศ 3) โครงสร้างการจ้างงานที่ยังคงพึ่งพาแรงงานระดับล่างมากเกินไป โดยในปี 2551 มีการจ้างงานในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของการจ้างแรงงานในทุกระดับการศึกษา (ประมาณ 21 ล้านคนจากวัยแรงงานทั้งหมด 36 ล้านคน) ซึ่งมีผู้ประกอบการที่ติดกับดักการใช้แรงงานที่มีการศึกษาต่ำ(ต่ำกว่า ม.ต้น) และไม่สามารถหลุดพ้นวัฏจักรนี้ไปได้ในเวลาอันใกล้นี้ จากปัญหาทั้งหมดนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าตัวแปรสำคัญคือด้านการศึกษา ที่เกิดจาก ความไม่สอดคล้องของความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ โดยกลุ่มแรงงานที่จบในระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนการว่างงานสูงกว่าแรงงานในระดับการศึกษาอื่นๆ แต่กลับเกิดปัญหาว่างงานมากสุดในระดับปริญญาตรี ขณะที่ตลาดแรงงานขยายตัวมีความต้องการ มีตำแหน่งงานรองรับแต่ไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงานได้ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องความต้องการแรงงานของสถานประกอบการในปี พ.ศ. 2551 พบว่าในระดับปริญญาตรีมีความต้องการถึง 46,553 คน แต่ยังขาดแคลนอยู่ถึง 29,372 คน ขณะที่มีผู้ว่างงานในระดับนี้ถึง 91,192 คน เป็นความไม่สอดคล้องที่เกิดขึ้นในทุกสาขาวิชาชีพไม่ว่าจะเป็น สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาสังคมศาสตร์ ขณะเดียวกันในปี 2551 ประเทศไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย เฉลี่ยเกือบปีละ 3 แสนคน ในขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา (ปวช.และปวส.) เฉลี่ยเกือบปีละ 4 แสนคน แต่มีสัดส่วนการเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยมาก เนื่องจากต้องการเรียนต่อเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น สถานประกอบการจึงหันไปใช้แรงงานที่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่าแทน (ต่ำกว่าม.ต้น) การใช้แรงงานกลุ่มนี้มีความตึงตัวมาก เนื่องจากมีความต้องการมากเกินจำนวนแรงงาน โดยแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการ จึงทดแทนด้วยการนำเข้าแรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย ราว 2 ล้านคน ส่วนตลาดแรงงานในระดับปวช. เป็นตลาดแรงงานที่เล็กมาก มีความต้องการมากกว่าจำนวนแรงงานที่ผลิตได้เฉลี่ยปีละ 2-3 หมื่นคน ใน ขณะที่ตลาดแรงงานระดับปวส.มีแนวโน้มความต้องการ มากกว่าแรงงานระดับปวช. เพราะยอมทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษาที่จบ ซึ่งนับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษาอย่างมาก ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเหมือนวังวนของปัญหาด้านแรงงานและบานปลายมาสู่ปัญหาเชิงสังคมในด้านการว่างงานและปัญหาการแย่งอาชีพ ปัญหาแรงงานต่างด้าวในที่สุด ซึ่งสำหรับปัญหาทั้งหมดนี้ จะมีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร ติดตามได้ในตอนต่อไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)